ช่วยกันท้วงติงด้วยนะคะ)
รากฐานอิสลามที่เป็นบทบัญญัติ (ฟิกส์) การเมือง สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และวิชาการต่าง ๆ นั้น ได้รับการปกป้องรักษาให้อยู่กับสังคมมุสลิมมาโดยตลอด ตั้งแต่ยุคสมัยของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จวบจนยุคของบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) ถึงแม้ว่าในช่วงเวลานั้นบรรดาอิมามจะได้รับแรงกดดันอย่างมากจากผู้นำรัฐ ที่ไม่ชอบแห่งยุคสมัย (ฏอฆูต) แต่ทุกท่านก็ได้เผยแพร่และชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความสมบูรณ์แห่งอิสลาม อันเป็นศาสนาแห่งมนุษยชาติ และความพร้อมในการจัดตั้งรัฐบาลโลก ซึ่งจะเป็นรัฐที่สมบูรณ์เพียงรัฐดียวเท่านั้นสำหรับชาวโลก ดั่งที่ได้ปรากฏแบบอย่างอันสมบูรณ์ในการปกครองสมัยของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และท่านอมีรุลมุอ์มินีน อะลี (อ.) และนี่แหละคือข้อพิสูจน์ถึงความสมบูรณ์แบบของรัฐอิสลาม
เมื่อมาถึงยุคสมัยของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) พื้นฐานในการจัดตั้งรัฐอิสลามขึ้นมาบนโลกนี้ จึงมีความพร้อมและสมบูรณ์สูงสุด เพราะบทบัญญัติจากพระผู้เป็นเจ้าสมบูรณ์เพียงพอแล้ว อีกทั้งตัวอย่างแห่งความสมบูรณ์ในการจัดตั้งรัฐอิสลามก็ได้ถูกแสดงให้เห็นประจักษ์แล้ว แต่ทว่าชาวโลกในยุคนี้ ยังไม่มีความพร้อมที่จะให้รัฐบาลแห่งพระผู้เป็นเจ้าเป็นจริงขึ้นมา และถ้าหากมนุษย์ในยุคนี้มีความพร้อม การเร้นหายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) ก็จะไม่เกิดขึ้น บทบัญญัติแห่งพระเจ้านำมาปฏิบัติ และการปกครองอันยุติธรรมของรัฐอิสลาม ก็จะเกิดขึ้นบนโลกใบนี้เป็นแน่แท้ ด้วยเหตุนี้เอง การเร้นหาย (ฆอยบะฮ์) ของอิมามมะฮ์ดี (อ.) จึงเกิดขึ้น เริ่มจากการเร้นหายระยะสั้น (ฆอยบะตุศศุฆรอ) แล้วเปลี่ยนมาเป็นการเร้นหายระยะยาว (ฆอยบะตุลกุบรอ) โดยที่ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) จะปรากฏตัวอีกครั้ง ก็ต่อเมื่อประชาชาติมีความพร้อมอย่างสมบูรณ์ ในทุก ๆ ด้าน เพื่อที่จะรองรับการปกครองของท่าน
ท่านอัลมัรฮูม อัลลามะฮ์ นะศีรุดดีน อัตตูซี ได้กล่าวว่า..
“การเร้นหายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) มิได้มีสาเหตุมาจากอัลลอฮ์ (ซ.บ.) หรือจากตัวของท่านเอง แต่สาเหตุมาจากความกลัวและความไม่พร้อมของประชาชาติ ที่จะรองรับการปกครองของท่าน และเมื่อใดที่สาเหตุเหล่านี้ถูกขจัดออกไป การปรากฏตัวของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ก็จะเกิดขึ้น”
อย่างไรก็ดี การเร้นหายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) ยังมีวิทยปัญญาขั้นสูง (ฮิกมะฮฺ) อื่น ๆ อีกจากพระผู้เป็นเจ้า และเราไม่สามารถที่จะล่วงรู้ความลับต่าง ๆ ของมันได้ทั้งหมด แต่ทว่าเป็นไปได้ว่า สาเหตุจากประชาชาติเองอาจจะเป็นต้นเหตุที่สำคัญ ที่ทำให้ท่านอิมามต้องเร้นหาย การไม่รับรู้และการละเมิด ฝ่าฝืน ของประชาชาติในยุคสมัยที่ผ่านมาของอิมามบริสุทธิ์ทั้ง 11 ทาน ก็เป็นย่อมเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า ประชาชาติในยุคนั้น ไม่ต้องการอยู่ภายใต้ระบอบการปกครองของอิสลาม ดังนั้น การเร้นหายของท่านอิมาม (อ.) ในสภาพเช่นนี้ จึงถือเป็นเรื่องธรรมดา ท่านจะปรากฏตัวทำไม่เล่า!! ก็ในเมื่อสภาพสังคมยังไม่พร้อมที่จะรองรับการมาของท่าน และแม้ว่าจะอยู่ในสภาพเร้นหาย ท่านก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่ของท่านอย่างไม่เปิดเผย จนกว่าจะถึงเวลาที่ความพร้อมในการปรากฏกายของท่านจะเกิดขึ้น และในวันนั้นเองกองทัพของผู้ที่จงรักภักดีต่อท่านก็จะได้พบ และให้การสนับสนุนท่านอย่างเต็มที่
ความลับแห่งการเร้นหาย (ฆอยบะฮ์) นี้ จะถูกรักษาไว้จนถึงวันที่ท่านปรากฏตัว และในวันนั้นชาวโลกก็จะพบว่า สาเหตุและคำตอบแห่งการเร้นหายของท่านอิมาม (อ.) ได้ถูกซ่อนอยู่ในตัวของพวกเขาเอง แต่ทว่าพวกเขานั้นได้เลินเล่อจากคำตอบเหล่านั้น ถ้าหากเขามีความพร้อมมากกว่านี้ อิมามก็จะปรากฏตัวขึ้นสำหรับเขา แต่นั่นเป็นเพราะพวกเขาไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง และเตรียมความพร้อมที่จะรอรับท่าน แต่หัวใจของพวกเขาได้ผูกพันอยู่กับบรรดาการปกครองที่จอมปลอมทั้งหลาย
แน่นอน ผู้ที่เพียบพร้อมสมบูรณ์สำหรับการปรากฏตัวของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) นั้น มีอยู่ทุกยุคทุกสมัย แต่ว่าจำนวนของพวกเขานั้นยังมีน้อย และสภาพสังคมก็ยังไม่พร้อมที่จะรองรับกับการมาของท่าน เมื่อสภาพสังคมไม่มีความพร้อม การปะทะและการต่อต้านการปกครองของท่านอิมามย่อมจะเกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้การเร้นหายยังคงมีอยู่ต่อไป และด้วยการเร้นหายนี้ อัลลอฮ์ (ซ.บ.) จึงปกป้องการถูกสังหาร เพราการปรากฏตัวก่อนเวลาอันสมควร จะทำให้ท่านถูกสังหารและทำให้การปรากฏตัวของท่าน เพื่อที่จะช่วยเหลือสังคมและปลดปล่อยชาวโลกไม่บรรลุสู่เป้าหมาย
1. อบู อัมร์ อุษมาน บิน สะอีด อัมรี
ท่านอะห์มัด บิน อิสหาก กุมมี ได้กล่าวว่า : วันหนึ่งฉันได้ถามท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ว่า “บางครั้งฉันสามารถพบเจอกับท่านโดยตรง และบางครั้งก็ไม่สามารถที่จะพบเจอได้ ดังนั้น ในสภาพที่ไม่สามารถพบเจอกับท่านได้ คำพูดของใครที่เชื่อถือได้ และคำสั่งของใครที่ต้องปฏิบัติตาม”
ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ได้ชี้ไปที่ อุษมาน บิน สะอีด และกล่าวว่า : “เขาผู้นี้เป็นผู้ที่เชื่อถือได้ และซื่อสัตย์ อะไรที่เขาพูดกับเจ้า มาจากคำพูดของฉัน และอะไรที่เขานำมาถึงเจ้า สิ่งนั้นมาจากฉัน”
ในหนังสือ “ศิรอตุลมุสตะกีม” บันทีกว่า ท่านอุษมาน บิน สะอีด ได้รายงานว่า : วันหนึ่งท่านอิบนิ ฆอนัม ก็อสวีนี ได้กล่าวว่า ท่านอิมามอัสการี (อ.) ได้จากไปในขณะที่ยังไม่มีบุตร และคำพูดนี้ได้ทำให้เกิดการถกเถียงในหมู่ชีอะฮ์ พวกเขาจึงได้ตกลงกันว่าจะเขียนจดหมายไปให้อิมาม จดหมายได้ถูกเขียนขึ้นด้วยปากกาที่ไม่มีน้ำหมึกบนกระดาษสีขาว และให้อิมามตอบจดหมายตามที่เขียนไป ทั้งนี้ เพื่อที่จะพิสูจน์ “มุอ์ญิซะฮ์” ของท่านอิมาม (อ.) ในการอ่านจดหมายที่ไม่มีน้ำหมึก ท่านอิมาม
ก่อนการเสียชีวิตของท่านอุษมาน บิน สะอีด ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ได้สั่งให้ท่านอุษมาน แต่งตั้งบุตรชายของท่าน (อบู ญะอ์ฟัร มุฮัมมัด บิน อุษมาน) ให้ทำหน้าที่เป็นตัวแทน (นาอิบ) คนต่อไป
2. อบู ญะอ์ฟัร มุฮัมมัด บิน อุษมาน อัมรี
ท่านอับดุลลอฮ์ บิน ญะอ์ฟัร หุมัยรี ได้กล่าวว่า : ตอนที่ท่านอุษมาน บิน สะอีด เสียชีวิต จดหมายจากท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ซึ่งเขียนด้วยลายมือของท่านเหมือนที่เคยเขียนมาให้พวกเรา ได้ถูกส่งมาซึ่งในจดหมายฉบับนั้น ได้แต่งตั้งท่านมุฮัมมัด บิน อุษมาน ให้ทำหน้าที่แทนบิดาของเขา
และในจดหมายอีกฉบัหนึ่ง ซึ่งอิมามได้เขียนตอบคำถามของท่านอิสหาก บิน ยะอ์กูบ กุลัยนี มีใจความว่า : “ส่วน มุฮัมมัด บิน อุษมาน อัมรี ขอให้อัลลอฮ์ทรงพึงพอใจต่อเขาและบิดาของเขา และเขาก็เช่นกันเหมือนกับบิดาของเขา เป็นที่ไว้วางใจและเชื่อถือสำหรับฉัน ข้อเขียนของเขา คือข้อเขียนของฉัน”
ท่านมุฮัมมัด บิน อุษมาน รู้ล่วงหน้าถึงวันที่ท่านจะเสียชีวิต และก่อนการเสียชีวิตของท่าน บรรดาผู้อาวุโสชีอะฮ์กลุ่มหนึ่งได้ไปพบท่าน และท่านได้แนะนำ “อบู กอซิม ฮูเซน บิน รูฮ์ นูบัคตี” ที่จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนและติดต่อกับอิมามมะฮ์ดี (อ.) โดย มุฮัมมัด ได้กล่าว่า “เขา (อบุล กอซิม) คือผู้ที่จะมาแทนที่ฉัน ดังนั้น จงติดต่อกับเขาในกิจการของพวกท่าน” และก่อนจะสิ้นใจท่านได้กล่าวกับ ญะอ์ฟัร บิน อะห์มัด ว่า “ฉันได้รับคำสั่งให้แต่งตั้ง ฮูเซน บิน รูฮ์ ให้เป็นตัวแทนต่อจากฉัน”
3. อบู กอซิม ฮูเซน บิน รูฮ์ นูบัคตี
อบู ซะหัล นูบัคตี ถูกถามว่า “ทำไมตำแหน่ง (ตัวแทนที่ 3) จึงไม่เป็นของท่าน ทั้ง ๆ ที่ท่านเป็นผู้รู้
การปกปิดการถือกำเนิดของอิมามมะฮ์ดี
(อ.)
ประวัติศาสตร์อิสลามในสมัยราชวงศ์อุมัยยะฮ์และอับบาซิยะฮ์ นับตั้งแต่สมัยท่านอิมามที่ 6 คือ
อิมามญะอ์ฟัร อัซซอดิก (อ.) เป็นต้นมา คอลิฟะฮ์ทั้งสองราชวงศ์มีความหวาดกลัวและหวาดระแวงต่อ
บรรดาอิมาม (อ.) เนื่องจากบรรดาอิมามต่างก็ได้รับการยอมรับ และมีความสัมพันธ์กับประชาชาติในยุคนั้นเป็นอย่างมาก พวกเขาจึงเกรงว่าอำนาจของตนเองจะสั่นคลอน ประกอบกับมีข่าวเลื่องลือกันว่า มะฮ์ดี ผู้ถูกสัญญา จะเป็นผู้ที่มาจากเชื้อสายของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) จากลูกหลานของบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) และมาจากท่านอิมามฮะซัน อัสการี (อ.) และเขา “มะฮ์ดี” จะทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยความยุติธรรม ด้วยเหตนี้เอง ท่านอิมามฮะซัน อัสการี (อ.) จึงถูกควบคุมตัวอย่างเข้มงวดจากคอลีฟะฮ์อับบาซียะฮ์ รวมไปถึงบิดาและปู่ของท่าน [คืออิมามอะลี ฮาดี (อ.) และ
อิมามญะวาด (อ)] โดยท่านอิมามทั้งสามท่านได้ถูกควบคุมตัวไปไว้ที่เมืองซามัรรออ์ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการขัดขวางการถือกำเนิดของทารกน้อย (มะฮ์ดี ผู้ถูกสัญญาไว้)
อัลฮัมดุลิลลาฮ์!! ด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทารกน้อยจึงได้ถือกำเนิดขึ้นมาอย่างเป็นความลับและซ่อนเร้น เหมือนดั่งเช่นการถือกำเนิดของท่านนบีมูซา (อ.) และในเวลาเดียวกันนี้บรรดาสาวกผู้
ใกล้ชิดของอิมามฮะซัน อัสการี (อ.) ก็ได้มีโอกาสพบกับอิมามผู้ถูกสัญญาไว้ ในยุคที่ท่านอิมามฮะซัน อัสการี (อ.) ยังมีชีวิตอยู่บ่อยครั้ง และท่านก็ได้แนะนำให้บรรดาสาวกได้รู้จักกับฮุจญัตของพระองค์ (ดังเช่นเคยนำเสนอมาแล้วในบทความก่อนหน้า) และหลังจากที่อิมามฮะซัน อัสการี (อ.) ได้เป็นชะฮีด ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าฝูงชน เพื่อทำนมาซญะนาซะฮ์ให้กับบิดาของท่าน และหลังจากนั้นท่านก็ได้เร้นหายไป
ปัญหาเกี่ยวกับการเร้นหาย (ฆอยบะฮ์)
รากฐานอิสลามที่เป็นบทบัญญัติ (ฟิกส์) การเมือง สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และวิชาการต่าง ๆ นั้น ได้รับการปกป้องรักษาให้อยู่กับสังคมมุสลิมมาโดยตลอด ตั้งแต่ยุคสมัยของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จวบจนยุคของบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) ถึงแม้ว่าในช่วงเวลานั้นบรรดาอิมามจะได้รับแรงกดดันอย่างมากจากผู้นำรัฐ ที่ไม่ชอบแห่งยุคสมัย (ฏอฆูต) แต่ทุกท่านก็ได้เผยแพร่และชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความสมบูรณ์แห่งอิสลาม อันเป็นศาสนาแห่งมนุษยชาติ และความพร้อมในการจัดตั้งรัฐบาลโลก ซึ่งจะเป็นรัฐที่สมบูรณ์เพียงรัฐดียวเท่านั้นสำหรับชาวโลก ดั่งที่ได้ปรากฏแบบอย่างอันสมบูรณ์ในการปกครองสมัยของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และท่านอมีรุลมุอ์มินีน อะลี (อ.) และนี่แหละคือข้อพิสูจน์ถึงความสมบูรณ์แบบของรัฐอิสลาม
เมื่อมาถึงยุคสมัยของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) พื้นฐานในการจัดตั้งรัฐอิสลามขึ้นมาบนโลกนี้ จึงมีความพร้อมและสมบูรณ์สูงสุด เพราะบทบัญญัติจากพระผู้เป็นเจ้าสมบูรณ์เพียงพอแล้ว อีกทั้งตัวอย่างแห่งความสมบูรณ์ในการจัดตั้งรัฐอิสลามก็ได้ถูกแสดงให้เห็นประจักษ์แล้ว แต่ทว่าชาวโลกในยุคนี้ ยังไม่มีความพร้อมที่จะให้รัฐบาลแห่งพระผู้เป็นเจ้าเป็นจริงขึ้นมา และถ้าหากมนุษย์ในยุคนี้มีความพร้อม การเร้นหายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) ก็จะไม่เกิดขึ้น บทบัญญัติแห่งพระเจ้านำมาปฏิบัติ และการปกครองอันยุติธรรมของรัฐอิสลาม ก็จะเกิดขึ้นบนโลกใบนี้เป็นแน่แท้ ด้วยเหตุนี้เอง การเร้นหาย (ฆอยบะฮ์) ของอิมามมะฮ์ดี (อ.) จึงเกิดขึ้น เริ่มจากการเร้นหายระยะสั้น (ฆอยบะตุศศุฆรอ) แล้วเปลี่ยนมาเป็นการเร้นหายระยะยาว (ฆอยบะตุลกุบรอ) โดยที่ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) จะปรากฏตัวอีกครั้ง ก็ต่อเมื่อประชาชาติมีความพร้อมอย่างสมบูรณ์ ในทุก ๆ ด้าน เพื่อที่จะรองรับการปกครองของท่าน
ท่านอัลมัรฮูม อัลลามะฮ์ นะศีรุดดีน อัตตูซี ได้กล่าวว่า..
“การเร้นหายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) มิได้มีสาเหตุมาจากอัลลอฮ์ (ซ.บ.) หรือจากตัวของท่านเอง แต่สาเหตุมาจากความกลัวและความไม่พร้อมของประชาชาติ ที่จะรองรับการปกครองของท่าน และเมื่อใดที่สาเหตุเหล่านี้ถูกขจัดออกไป การปรากฏตัวของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ก็จะเกิดขึ้น”
อย่างไรก็ดี การเร้นหายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) ยังมีวิทยปัญญาขั้นสูง (ฮิกมะฮฺ) อื่น ๆ อีกจากพระผู้เป็นเจ้า และเราไม่สามารถที่จะล่วงรู้ความลับต่าง ๆ ของมันได้ทั้งหมด แต่ทว่าเป็นไปได้ว่า สาเหตุจากประชาชาติเองอาจจะเป็นต้นเหตุที่สำคัญ ที่ทำให้ท่านอิมามต้องเร้นหาย การไม่รับรู้และการละเมิด ฝ่าฝืน ของประชาชาติในยุคสมัยที่ผ่านมาของอิมามบริสุทธิ์ทั้ง 11 ทาน ก็เป็นย่อมเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า ประชาชาติในยุคนั้น ไม่ต้องการอยู่ภายใต้ระบอบการปกครองของอิสลาม ดังนั้น การเร้นหายของท่านอิมาม (อ.) ในสภาพเช่นนี้ จึงถือเป็นเรื่องธรรมดา ท่านจะปรากฏตัวทำไม่เล่า!! ก็ในเมื่อสภาพสังคมยังไม่พร้อมที่จะรองรับการมาของท่าน และแม้ว่าจะอยู่ในสภาพเร้นหาย ท่านก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่ของท่านอย่างไม่เปิดเผย จนกว่าจะถึงเวลาที่ความพร้อมในการปรากฏกายของท่านจะเกิดขึ้น และในวันนั้นเองกองทัพของผู้ที่จงรักภักดีต่อท่านก็จะได้พบ และให้การสนับสนุนท่านอย่างเต็มที่
ความลับแห่งการเร้นหาย (ฆอยบะฮ์) นี้ จะถูกรักษาไว้จนถึงวันที่ท่านปรากฏตัว และในวันนั้นชาวโลกก็จะพบว่า สาเหตุและคำตอบแห่งการเร้นหายของท่านอิมาม (อ.) ได้ถูกซ่อนอยู่ในตัวของพวกเขาเอง แต่ทว่าพวกเขานั้นได้เลินเล่อจากคำตอบเหล่านั้น ถ้าหากเขามีความพร้อมมากกว่านี้ อิมามก็จะปรากฏตัวขึ้นสำหรับเขา แต่นั่นเป็นเพราะพวกเขาไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง และเตรียมความพร้อมที่จะรอรับท่าน แต่หัวใจของพวกเขาได้ผูกพันอยู่กับบรรดาการปกครองที่จอมปลอมทั้งหลาย
“แท้จริงอัลลอฮ์
จะไม่ทรงเปลี่ยนสภาพของประชาชาติใด จนกว่าพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงตัวของพวกเขาเองก่อน”
(13:11)
การฆอยบะฮ์ศุฆรอ
(การเร้นหายระยะสั้น)
เริ่มขึ้นตั้งแต่ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ได้รับตำแหน่งอิมามที่ 12 หลังจากการเป็นชะฮีดของท่าน อิมามฮะซัน อัสการี (อ.) ผู้เป็นบิดา เมื่อปี ฮ.ศ. 260 เรื่อยมาจนกระทั่งถึงปี ฮ.ศ. 329 ซึ่งรวมเวลาประมาณ 69 ปี เป็้นช่วงแห่งการเร้นหายระยะสั้น หรือฆอยบะตุศศุฆรอ (และหลังจากนั้นก็เข้าสู่ช่วงของการเร้นหายระยะยาว (ฆอบบะตุลกุบรอ)
ในช่วงแห่งการเร้นหายระยะสั้นนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างอิมามกับประชาชาติมิได้ตัดขาดอย่างสิ้นเชิง แต่มีขอบเขตที่จำกัด โดยที่ประชาชนสามารถนำปัญหาของพวกเขาไปปรึกษาหารือ โดยผ่านตัวแทนพิเศษ (นาอิบุลคอศ) ของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) และบรรดาตัวแทนเหล่านั้น ก็จะนำปัญหาของพวกเขาไปยังอิมาม (อ.) แล้วนำคำตอบกลับมาให้ประชาชนอีกครั้งหนึ่ง หรือในบางครั้งบรรดาตัวแทนของอิมาม ก็จะทำการแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องผ่านท่านอิมาม (อ.) และในช่วงนี้เองทำให้เรื่องการถือกำเนิดและความสำคัญต่าง ๆ ของท่านอิมามได้รับการเปิดเผยและยืนยัน และถ้าการเร้นหายระยะยาวเกิดขึ้นโดยไม่ผ่านพื้นฐานเหล่านี้ แน่นอน จะทำให้เกิดความไม่ชัดเจน และเป็นที่สงสัยในเรื่องราวของการถือกำเนิด หรือการพิสูจน์สิทธิแห่งการเป็นผู้นำของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.)
ดังนั้น จึงเป็นวิทยปัญญา (ฮิกมะฮ์) อันหนึ่งที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ทำให้การเร้นหายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) มี 2 ครั้ง โดยทำให้การเร้นหายระยะสั้น “ฆอยบะตุศศุครอ” ก่อน เพื่อเป็นการเตรียมการสำหรับประชาชาติ ในการที่พวกเขาจะต้องเข้าสู่ยุคสมัยแห่งการเร้นหายเต็มรูปแบบ และมีระยะยาวนาน (ฆอยบะตุลกุบรอ) ด้วยขั้นตอนเหล่านี้ จึงทำให้บรรดาผู้ศรัทธาใน แนวทางแห่งอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) สามารถรักษาและยืนหยัดความศรัทธาของพวกเขาไว้ได้อย่างมั่นคงต่ออิมาม (อ.) ของพวกเขา
ในช่วงแห่งการเร้นหายระยะสั้นนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างอิมามกับประชาชาติมิได้ตัดขาดอย่างสิ้นเชิง แต่มีขอบเขตที่จำกัด โดยที่ประชาชนสามารถนำปัญหาของพวกเขาไปปรึกษาหารือ โดยผ่านตัวแทนพิเศษ (นาอิบุลคอศ) ของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) และบรรดาตัวแทนเหล่านั้น ก็จะนำปัญหาของพวกเขาไปยังอิมาม (อ.) แล้วนำคำตอบกลับมาให้ประชาชนอีกครั้งหนึ่ง หรือในบางครั้งบรรดาตัวแทนของอิมาม ก็จะทำการแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องผ่านท่านอิมาม (อ.) และในช่วงนี้เองทำให้เรื่องการถือกำเนิดและความสำคัญต่าง ๆ ของท่านอิมามได้รับการเปิดเผยและยืนยัน และถ้าการเร้นหายระยะยาวเกิดขึ้นโดยไม่ผ่านพื้นฐานเหล่านี้ แน่นอน จะทำให้เกิดความไม่ชัดเจน และเป็นที่สงสัยในเรื่องราวของการถือกำเนิด หรือการพิสูจน์สิทธิแห่งการเป็นผู้นำของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.)
ดังนั้น จึงเป็นวิทยปัญญา (ฮิกมะฮ์) อันหนึ่งที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ทำให้การเร้นหายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) มี 2 ครั้ง โดยทำให้การเร้นหายระยะสั้น “ฆอยบะตุศศุครอ” ก่อน เพื่อเป็นการเตรียมการสำหรับประชาชาติ ในการที่พวกเขาจะต้องเข้าสู่ยุคสมัยแห่งการเร้นหายเต็มรูปแบบ และมีระยะยาวนาน (ฆอยบะตุลกุบรอ) ด้วยขั้นตอนเหล่านี้ จึงทำให้บรรดาผู้ศรัทธาใน แนวทางแห่งอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) สามารถรักษาและยืนหยัดความศรัทธาของพวกเขาไว้ได้อย่างมั่นคงต่ออิมาม (อ.) ของพวกเขา
ตัวแทนพิเศษ
(นาอิบุลคอศ) ในช่วงนี้มี 4 ท่าน คือ
1. อบู อัมร์ อุษมาน บิน สะอีด อัมรี
ท่านอะห์มัด บิน อิสหาก กุมมี ได้กล่าวว่า : วันหนึ่งฉันได้ถามท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ว่า “บางครั้งฉันสามารถพบเจอกับท่านโดยตรง และบางครั้งก็ไม่สามารถที่จะพบเจอได้ ดังนั้น ในสภาพที่ไม่สามารถพบเจอกับท่านได้ คำพูดของใครที่เชื่อถือได้ และคำสั่งของใครที่ต้องปฏิบัติตาม”
ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ได้ชี้ไปที่ อุษมาน บิน สะอีด และกล่าวว่า : “เขาผู้นี้เป็นผู้ที่เชื่อถือได้ และซื่อสัตย์ อะไรที่เขาพูดกับเจ้า มาจากคำพูดของฉัน และอะไรที่เขานำมาถึงเจ้า สิ่งนั้นมาจากฉัน”
ในหนังสือ “ศิรอตุลมุสตะกีม” บันทีกว่า ท่านอุษมาน บิน สะอีด ได้รายงานว่า : วันหนึ่งท่านอิบนิ ฆอนัม ก็อสวีนี ได้กล่าวว่า ท่านอิมามอัสการี (อ.) ได้จากไปในขณะที่ยังไม่มีบุตร และคำพูดนี้ได้ทำให้เกิดการถกเถียงในหมู่ชีอะฮ์ พวกเขาจึงได้ตกลงกันว่าจะเขียนจดหมายไปให้อิมาม จดหมายได้ถูกเขียนขึ้นด้วยปากกาที่ไม่มีน้ำหมึกบนกระดาษสีขาว และให้อิมามตอบจดหมายตามที่เขียนไป ทั้งนี้ เพื่อที่จะพิสูจน์ “มุอ์ญิซะฮ์” ของท่านอิมาม (อ.) ในการอ่านจดหมายที่ไม่มีน้ำหมึก ท่านอิมาม
มะฮ์ดี (อ.) ได้ตอบจดหมาย ดังนี้
2. อบู ญะอ์ฟัร มุฮัมมัด บิน อุษมาน อัมรี
ท่านอับดุลลอฮ์ บิน ญะอ์ฟัร หุมัยรี ได้กล่าวว่า : ตอนที่ท่านอุษมาน บิน สะอีด เสียชีวิต จดหมายจากท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ซึ่งเขียนด้วยลายมือของท่านเหมือนที่เคยเขียนมาให้พวกเรา ได้ถูกส่งมาซึ่งในจดหมายฉบับนั้น ได้แต่งตั้งท่านมุฮัมมัด บิน อุษมาน ให้ทำหน้าที่แทนบิดาของเขา
และในจดหมายอีกฉบัหนึ่ง ซึ่งอิมามได้เขียนตอบคำถามของท่านอิสหาก บิน ยะอ์กูบ กุลัยนี มีใจความว่า : “ส่วน มุฮัมมัด บิน อุษมาน อัมรี ขอให้อัลลอฮ์ทรงพึงพอใจต่อเขาและบิดาของเขา และเขาก็เช่นกันเหมือนกับบิดาของเขา เป็นที่ไว้วางใจและเชื่อถือสำหรับฉัน ข้อเขียนของเขา คือข้อเขียนของฉัน”
ท่านมุฮัมมัด บิน อุษมาน รู้ล่วงหน้าถึงวันที่ท่านจะเสียชีวิต และก่อนการเสียชีวิตของท่าน บรรดาผู้อาวุโสชีอะฮ์กลุ่มหนึ่งได้ไปพบท่าน และท่านได้แนะนำ “อบู กอซิม ฮูเซน บิน รูฮ์ นูบัคตี” ที่จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนและติดต่อกับอิมามมะฮ์ดี (อ.) โดย มุฮัมมัด ได้กล่าว่า “เขา (อบุล กอซิม) คือผู้ที่จะมาแทนที่ฉัน ดังนั้น จงติดต่อกับเขาในกิจการของพวกท่าน” และก่อนจะสิ้นใจท่านได้กล่าวกับ ญะอ์ฟัร บิน อะห์มัด ว่า “ฉันได้รับคำสั่งให้แต่งตั้ง ฮูเซน บิน รูฮ์ ให้เป็นตัวแทนต่อจากฉัน”
3. อบู กอซิม ฮูเซน บิน รูฮ์ นูบัคตี
อบู ซะหัล นูบัคตี ถูกถามว่า “ทำไมตำแหน่ง (ตัวแทนที่ 3) จึงไม่เป็นของท่าน ทั้ง ๆ ที่ท่านเป็นผู้รู้
(อุละมาอ์) คนสำคัญของแบกแดด และยังเป็นหัวหน้าของคนในตระกูลนูบัคตี” อบู ซะหัล ได้ตอบว่า : “บรรดาอิมามย่อมรู้ดีกว่า และสิ่งใดที่ท่านเลือกไปแล้ว ย่อมเหมาะสมกว่าและประเสริฐกว่า... อบุลกอซิมนั้น ถ้าหากอิมาม (อ.) ซ่อนตัวอยู่ในเสื้อของเขา และไม่ว่าศัตรูจะสับเขาเป็นชิ้น ๆ ก็ตาม เขาจะไม่มีวันถอดเสื้อตัวนั้นออก และเปิดเผยอิมามให้กับศัตรู”
ท่านอบุกอซิม ได้อยู่ในตำแหน่งตัวแทนอิมาม ประมาณ 21 ปี ท่านเสียชีวิตเมื่อปี ฮ.ศ. 362 ก่อนการเสียชีวิตของท่าน ท่านได้มอบหมายการงานให้กับ อบุล ฮะซัน อะลี บิน มุฮัมมัด ซามารี
4. อบู ฮาซัน อะลี บิน มูฮัมมัด ซามารี
ในหนังสือ “มุนตะฮา อัล มะกอล” ได้กล่าวถึงท่านอบุลฮะซัน ตัวแทนท่านที่ 4 ของอิมามมะฮ์ดี (อ.) ไว้ว่า.. “เขาเป็นผู้มีเกียรติ และมีบุคลิกภาพอันประเสริฐเป็นอย่างมาก จนเกือบที่จะไม่จำเป็นต้องอธิบายหรือพิสูจน์”
ท่านอบุล ฮะซัน ซามารี ได้จากโลกนี้ไปเมื่อปี ฮ.ศ. 329 และก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต ได้มีชีอะฮ์กลุ่มหนึ่งมาหาท่าน เพื่อที่จะถามถึงตัวแทนคนต่อไปหลังจากท่าน ท่านอบุล ฮะซัน ได้ตอบพวกเขาว่า..
“ฉันไม่ได้รับคำสั่งให้แต่งตั้งใครหลังจากนี้" และท่านได้นำจดหมายของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ให้ทุกคนได้เห็น และทุกคนได้ลอกข้อความจากจดหมายฉบับนั้น ซึ่งมีเนื้อความตอนหนึ่งกล่าวว่า
ท่านมัรฮูม กัชชี ได้กล่าวว่า จดหมายฉบับหนึ่งจากอิมามมะฮ์ดี (อ.) ได้ยืนยันเรื่องนี้ไว้ว่า :-
“บรรดาชีอะฮ์ของฉัน จะต้องไม่มีข้ออ้างหรือข้อยกเว้นใด ๆ ในการสร้างความสงสัยหรือไม่เชื่อฟัง
ท่านอบุกอซิม ได้อยู่ในตำแหน่งตัวแทนอิมาม ประมาณ 21 ปี ท่านเสียชีวิตเมื่อปี ฮ.ศ. 362 ก่อนการเสียชีวิตของท่าน ท่านได้มอบหมายการงานให้กับ อบุล ฮะซัน อะลี บิน มุฮัมมัด ซามารี
4. อบู ฮาซัน อะลี บิน มูฮัมมัด ซามารี
ในหนังสือ “มุนตะฮา อัล มะกอล” ได้กล่าวถึงท่านอบุลฮะซัน ตัวแทนท่านที่ 4 ของอิมามมะฮ์ดี (อ.) ไว้ว่า.. “เขาเป็นผู้มีเกียรติ และมีบุคลิกภาพอันประเสริฐเป็นอย่างมาก จนเกือบที่จะไม่จำเป็นต้องอธิบายหรือพิสูจน์”
ท่านอบุล ฮะซัน ซามารี ได้จากโลกนี้ไปเมื่อปี ฮ.ศ. 329 และก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต ได้มีชีอะฮ์กลุ่มหนึ่งมาหาท่าน เพื่อที่จะถามถึงตัวแทนคนต่อไปหลังจากท่าน ท่านอบุล ฮะซัน ได้ตอบพวกเขาว่า..
“ฉันไม่ได้รับคำสั่งให้แต่งตั้งใครหลังจากนี้" และท่านได้นำจดหมายของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ให้ทุกคนได้เห็น และทุกคนได้ลอกข้อความจากจดหมายฉบับนั้น ซึ่งมีเนื้อความตอนหนึ่งกล่าวว่า
“จงจัดการกับกิจการของท่านให้เรียบร้อย และไม่ต้องแต่งตั้งใครเป็นตัวแทนหลังจากท่าน เพราะเวลาแห่งการเร้นหายระยะยาว (ฆอยบะตุลกุบรอ) ได้มาถึงแล้ว และการปรากฏตัวจะไม่เกิดขึ้น จนกว่าจะได้รับคำสั่งจากอัลลอฮ์ (ซ.บ.) และหลังจากนี้ไป โลกจะอยู่ภายใต้การกดขี่ และหัวใจของมนุษย์จะโหดเหี้ยมเป็นเวลายาวนาน และในไม่ช้านี้จะมีผู้แอบอ้างการพบเจอระหว่างเขากับฉัน หรืออ้างตัวเป็นตัวแทนของอิมามผู้เร้นหาย (อิมามมุลฆออิบ) จงจำเอาไว้ว่า ก่อนการออกมาของซุฟยานี และก่อนที่จะมีเสียงกัมปนาทดังขึ้น ใครก็ตามที่อ้างว่า เขาได้พบเจอกับฉัน (ในลักษณะตัวแทน) เขาผู้นั้นโกหกและสร้างเรื่องขึ้นเอง”
*อนึ่ง นอกเหนือจากตัวแทนทั้งสี่ท่านนี้แล้ว ยังมีบุคคลอื่นๆ อีกหลายท่านที่ทำหน้ที่เป็นตัวแทนอิมาม อยู่ตามหัวเมืองต่าง ๆ โดยการงานของพวกเขาผ่านตัวแทนพิเศษไปยังท่านอิมาม ท่านอายาตุลลอฮ์ ซัยยิด มุห์ซิน อามีน ได้กล่าวว่า “ตัวแทนพิเศษทั้งสี่นั้น รับผิดชอบการงานทั่วไป และมีอำนาจโดยตรง ส่วนท่านอื่น ๆ นั้น รับผิดชอบเฉพาะเรื่องที่ได้รับมอบหมาย”
หลังจากสิ้นสุดระยะเวลาแห่งการเร้นหายระยะสั้นในปี ฮ.ศ. 329 แล้ว การเร้นหายระยะยาว “ฆอยบะ
*อนึ่ง นอกเหนือจากตัวแทนทั้งสี่ท่านนี้แล้ว ยังมีบุคคลอื่นๆ อีกหลายท่านที่ทำหน้ที่เป็นตัวแทนอิมาม อยู่ตามหัวเมืองต่าง ๆ โดยการงานของพวกเขาผ่านตัวแทนพิเศษไปยังท่านอิมาม ท่านอายาตุลลอฮ์ ซัยยิด มุห์ซิน อามีน ได้กล่าวว่า “ตัวแทนพิเศษทั้งสี่นั้น รับผิดชอบการงานทั่วไป และมีอำนาจโดยตรง ส่วนท่านอื่น ๆ นั้น รับผิดชอบเฉพาะเรื่องที่ได้รับมอบหมาย”
การเร้นหายระยะยาว
(ฆอยบะตุลกุบรอ)
หลังจากสิ้นสุดระยะเวลาแห่งการเร้นหายระยะสั้นในปี ฮ.ศ. 329 แล้ว การเร้นหายระยะยาว “ฆอยบะ
ตุลกุบรอ” ก็ได้เริ่มขึ้นจนมาถึงปัจจุบันนี้ ในช่วงนี้ความสัมพันธ์ระหว่างอิมามกับประชาชนจะต้องตัดขาดอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น ประชาชนจึงมีหน้าที่นำปัญหาของพวกเขากลับไปยังตัวแทนทั่วไป (นาอิบุลอาม) ของท่านอิมาม และตัวแทนนาอิบุลอามจะเป็นคนตอบคำถามและแก้ไขปัญหาให้พวกเขา โดยตัวแทนทั่วไปของท่าน ก็คือ บรรดาผู้รู้นิติศาสตร์อิสลามขั้นสูงสุด (ฟะกีฮ์) ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ในการที่จะเป็นผู้ที่ประชาชนต้องกลับไปหาเขาในการแก้ไขปัญหา (มัรญิอ์) คือ ผู้ที่มีความรู้ความสามารถพิเศษในการวินิจฉัยปัญหา คำสั่งของพวกเขาถือเป็นการชี้ขาด (ฮุจญะฮ์) ที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม
ท่านมัรฮูม กัชชี ได้กล่าวว่า จดหมายฉบับหนึ่งจากอิมามมะฮ์ดี (อ.) ได้ยืนยันเรื่องนี้ไว้ว่า :-
“บรรดาชีอะฮ์ของฉัน จะต้องไม่มีข้ออ้างหรือข้อยกเว้นใด ๆ ในการสร้างความสงสัยหรือไม่เชื่อฟัง
'ษิกเกาะฮ์' (บุคคลที่เชื่อถือได้เหล่านั้น) ของฉัน จงรู้ไว้ว่า ความลับบางอย่างของฉันได้ถูกมอบหมายไว้ให้กับพวกเขา”
เชคตูซี เชคศ็อดดูก และมัรฮูมฎ็อบรีซีย์ ได้รายงานจากอิสหาก บิน อัมมาร ว่า : ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ) ได้กำหนดหน้าที่ของชีอะฮ์ในช่วงสมัยของ “ฆอยบะตุลกุบรอ” ไว้ดังนี้คือ :-
“และในปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จงกลับไปยังผู้รายงานฮะดีษของเรา พวกเขาคือข้อพิสูจน์ของฉันเหนือพวกท่าน และฉันคือข้อพิสูจน์ของอัลลอฮ์เหนือพวกท่าน”
เชคตูซี เชคศ็อดดูก และมัรฮูมฎ็อบรีซีย์ ได้รายงานจากอิสหาก บิน อัมมาร ว่า : ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ) ได้กำหนดหน้าที่ของชีอะฮ์ในช่วงสมัยของ “ฆอยบะตุลกุบรอ” ไว้ดังนี้คือ :-
“และในปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จงกลับไปยังผู้รายงานฮะดีษของเรา พวกเขาคือข้อพิสูจน์ของฉันเหนือพวกท่าน และฉันคือข้อพิสูจน์ของอัลลอฮ์เหนือพวกท่าน”
ท่าน มัรฮูม ฎ็อบรีซีย์ ได้รายงานในหนังสือ “อิห์ติญาจ” ของท่าน โดยได้รายงานฮะดีษบทหนึ่งจากท่าน
อิมามญะอ์ฟัร อัซซอดิก (อ.) กล่าวว่า..
“และบรรดานักนิติศาสตร์อิสลาม (ฟะกีฮ์ที่มีคุณสมบัติดังนี้คือ) สร้างตัวเอง (ตามหลักการศาสนา) ปกป้องศาสนาของเขาได้ ต่อต้านกิเลสตัณหาของตัวเองได้ และปฏิบัติเชื่อฟังผู้เป็นนาย
“และบรรดานักนิติศาสตร์อิสลาม (ฟะกีฮ์ที่มีคุณสมบัติดังนี้คือ) สร้างตัวเอง (ตามหลักการศาสนา) ปกป้องศาสนาของเขาได้ ต่อต้านกิเลสตัณหาของตัวเองได้ และปฏิบัติเชื่อฟังผู้เป็นนาย
(บรรดาอิมาม) ของเขา ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของคนทั่วไป (อะวาม) ที่จะต้องปฏิบัติตาม (ตักลีด) เขา”
ด้วยสาเหตุนี้กิจการของว่ามุสลิมในช่วงสมัยของการเร้นหายระยะยาว (ฆอบบะตุลกุบรอ) จึงกลับไปยัง “วะลียุลฟะกีฮ์” การงานทุกอย่างต้องดำเนินไปตามทัศนะและคำวินิจฉัยของเขา ถึงแม้ว่าคำตัดสินและปัญหามากมายได้รับการแก้ไขมาก่อนในสมัยอิมามต่าง ๆ แต่ปัญหาใหม่ ๆ ของสังคมก็ยังมีอีกมากที่จะต้องได้รับการแก้ไข และบรรดาผู้วินิจฉัยปัญหาศาสนา (มัรญิอ์) หรือนักนิติศาสตร์อิสลาม (ฟะกิฮ์) เหล่านี้เท่านั้น ที่จะต้องรับหน้าที่อันนี้ต่อไป จนกว่าจะถึงวันแห่งการปรากฏตัวของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.)
ด้วยสาเหตุนี้กิจการของว่ามุสลิมในช่วงสมัยของการเร้นหายระยะยาว (ฆอบบะตุลกุบรอ) จึงกลับไปยัง “วะลียุลฟะกีฮ์” การงานทุกอย่างต้องดำเนินไปตามทัศนะและคำวินิจฉัยของเขา ถึงแม้ว่าคำตัดสินและปัญหามากมายได้รับการแก้ไขมาก่อนในสมัยอิมามต่าง ๆ แต่ปัญหาใหม่ ๆ ของสังคมก็ยังมีอีกมากที่จะต้องได้รับการแก้ไข และบรรดาผู้วินิจฉัยปัญหาศาสนา (มัรญิอ์) หรือนักนิติศาสตร์อิสลาม (ฟะกิฮ์) เหล่านี้เท่านั้น ที่จะต้องรับหน้าที่อันนี้ต่อไป จนกว่าจะถึงวันแห่งการปรากฏตัวของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.)
اللهم صلى على محمد وال محمد
وعجل فرجه الشريف





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น