ความศรัทธาในเรื่องราวที่เกี่ยวกับอิมามมะฮ์ดี (อ.) เป็นความศรัทธาอันยิ่งใหญ่ (อะกีดะตุ้ลกุบรอ) ซึ่งมีอยู่ในศาสนาอิสลาม และด้วยพลังความศรัทธาอันนี้จึงก่อให้เกิดความหวังให้กับมุสลิม ซึ่งรอคอยวันแห่งการปักธงชัยแห่ง لا إله إلا الله "ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์" เหนือประชาคมโลกทั้งมวลให้เป็นจริง ความศรัทธาที่ถูกต้องต่อสิ่งนี้ก่อให้เกิดความกระตือรือร้นที่จะเคลื่อนไหวในการรับใช้ศาสนา และสร้างฐานรองรับต่อการมาปรากฎกายของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) เพื่อที่จะสถาปนารัฐ
อิสลามขึ้นบนหน้าแผ่นดินนี้ ซึ่งเป็นความหวังอันยิ่งใหญ่ของมุสลิมทุกคน
การปฏิวัติอิสลามในประเทศอิหร่านประสบความสำเร็จได้ ก็เนื่องจากมีความศรัทธาและความ
เข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) และเป็นตัวแปรสำคัญ เป็นพลังที่ช่วยให้การปฏิวัติอิสลามในประเทศอิหร่านได้รับชัยชนะโดยการนำของท่านอิมามโคมัยนี (ร.ฮ) และได้มีการสานต่ออุดมการณ์นั้น โดยการนำของท่านผู้นำคนปัจจุบัน อายะตุลลอฮ์ ซัยยิดอะลี
คอเมเนอี ซึ่งยังคงยืนหยัดในอุดมการณ์ดังกล่าวได้จนถึงทุกวันนี้ อัลฮัมดุลิลลาฮ์
บรรดาศัตรูของอิสลามรู้ดีว่าหลักศรัทธา (อะกีดะฮ์) อันนี้เป็นอันตรายต่อแผนการร้ายของพวกเขา และเป็นก้างขวางคอพวกเขาในแผนการครองโลกของพวกเขา เพราะตราบใดที่หลักศรัทธานี้ ยังมีอยู่อย่างถูกต้องในหัวใจของมวลมุสลิม แผนการของพวกเขาก็จะไปไม่ถึงเป้าหมาย
ดังนั้น บรรดาศัตรูของอิสลามจึงได้พยายามหาวิถีทางในการที่จะกำจัดทำลายหลักความเชื่อนี้ออกไปจากหัวใจของมวลมุสลิม และผู้ที่สนองรับนโยบายอันชั่วช้านี้ได้ดีที่สุด ก็คือ บรรดามุสลิมผู้โง่เขลา และไร้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องราวของอิสลาม ในวิธีการต่าง ๆ นานา[1]
ความเชื่อในอิมามมะฮ์ดี (อ.) ในคัมภีร์อัลกุรอาน
ความเชื่อในอิมามมะฮ์ดี (อ.) ผู้ถูกสัญญานั้น มีความเชื่อกันว่า "จะมีบุรุษหนึ่งจากพระผู้เป็นเจ้ามาปลดปล่อยชาวโลกให้พ้นทุกข์" ซึ่งเป็นความเชื่อที่มีอยู่ในทุกศาสนาและทุกนิกาย ทั้งซุนนี่ ชีอะฮ์ ยะฮูดี คริสเตียน ฮินดู พุทธ ฯลฯ ซึ่งพวกเขาทั้งหมดยอมรับ และกำลังรอคอยมหาบุรุษผู้นี้อยู่
ในคัมภีร์ "เตารอต" บทที่ 20:17 ได้กล่าวถึง อิมามสิบสองจากลูกหลานของอิสมาอีลจะมาปรากฏขึ้น
ในคัมภีร์ "ซะบูร" ของท่านนบีดาวูด ได้กล่าวไว้ว่า "ส่วนผู้ที่ศอและห์เท่านั้น จะเป็นทายาทบนหน้าแผ่นดิน และเขาจะอยู่ในนั้นตลอดไป" ซึ่งตรงกับที่คัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าวไว้
وَلَقَدۡ ڪَتَبۡنَا فِى ٱلزَّبُورِ مِنۢ بَعۡدِ ٱلذِّكۡرِ أَنَّ ٱلۡأَرۡضَ يَرِثُهَا عِبَادِىَ ٱلصَّـٰلِحُونَ
"และเราได้บันทึกไว้ใน "ซะบูร" หลังจาก (ที่ได้บันทึกไว้แล้วใน) เตารอตว่า แท้จริง บ่าวผู้ศอและห์ของข้าเท่านั้น ที่จะเป็นทายาทบนหน้าแผ่นดิน" (อัลอัมบิยาอ์ : 105)
จากโองการดังกล่าวมาแล้วนั้น เป็นข้อพิสูจน์ที่เพียงพอจะสรุปได้ว่า "สุดท้ายแล้ว วันหนึ่งโลกจะตกอยู่ในมือผู้เหมาะสมของบ่าวของพระผู้เป็นเจ้า และมรดกแห่งอำนาจนี้จะกลับไปสู่พวกเขา และจะเป็นวันที่ตำแหน่งผู้นำและผู้ปลดปล่อยชาวโลกจะมาถึงมือของเขา"
แต่ทว่าเหตุการณ์ที่เราเห็นกันในปัจจุบันนี้ มนุษย์ได้เดินหลงจากทางนำแห่งพระเจ้า เข้าสู่จุดเสื่อมสูงสุดของความเป็นมนุษย์และไร้จริยธรรม ซึ่งแทบจะไม่มีอะไรหลงเหลืออีกแล้วในความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง อันมีคุณธรรมและศีลธรรม และมนุษย์ก็จะพบว่า "การใช้กำลังหรืออำนาจ หรือความรู้และวิชาการทางด้านวัตถุ หรือเทคนิคต่าง ๆ ของมัน จะไม่สามารถทำให้โลกนี้มีระเบียบหรือความยุติธรรม จนนำไปสู่ความสำเร็จสูงสุดได้ นอกเสียจากว่าพวกเขาจะต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรรมความเป็นอยู่ ไปสู่พื้นฐานของความศรัทธาและยอมรับการชี้นำและอำนาจของพระเจ้า และยอมรับผู้นำแห่งพระเจ้า" ทั้งนี้ เพื่อที่จะนำพวกเขาฝ่าฟันอันตรายตรายต่าง ๆ เข้าสู่ความรอดพ้นของมนุษชาติ และนำมนุษยชาติบนโลกใบนี้เข้าสู่การปกครองที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งวางอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรมและสันติภาพ[2]
ฮะดีษต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความเชื่อในอิมามมะฮ์ดี (อ.)
บรรดาผู้รู้ (อุละมาอ์) ทั้งฝ่ายซุนนีและชีอะฮ์ ได้บันทึกฮะดีษเกี่ยวกับอิมามมะฮ์ดี (อ.) ไว้อย่างมากมาย โดยพบว่ามีมากกว่า 6,000 ฮะดีษ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ชัดแจ้งที่สุดเรื่องหนึ่งในอิสลาม ทั้งสองฝ่ายยอมรับว่าเป็นฮะดิษที่เชื่อถือได้ (มุตะวาติร)
ตัวอย่างจากฮะดีษของอะห์ลิซซุนนะฮ์
1. ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้ย้ำถึงความแน่นอนในการปรากฏตัวของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ว่า..
"ถึงแม้โลกนี้มีเวลาเหลือเพียงวันเดียว อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ก็จะส่งชายคนหนึ่งจากเรา (ท่านศาสดา ศ็อลฯ) มาบนโลกนี้ และจะทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยความยุติธรรม หลังจากที่มันได้เคยเต็มไปด้วยความอยุติธรรมและการกดขี่" {มุสนัด อะห์มัด อิบนิ ฮัมบัล}
2. ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวไว้ว่า "วันกิยามัตจะไม่เกิดขึ้นจนกว่าชายคนหนึ่งจากลูกหลาน (อะฮ์
ลุลบัยต์) ของฉัน จะปรากฏตัวและทำให้ภารกิจของฉันสมบูรณ์ด้วยมือของเขา ชื่อของเขาเหมือนชื่อของฉัน" {มุสนัด อะห์มัด อิบนิ ฮัมบัล}
3. ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวไว้ว่า "เหมือนกับที่อะลีเป็นผู้นำหลังจากฉัน "กออิม อัลมุนตะซ็อร"
(อิมามมะฮ์ดี) ก็คือ ผู้นำจากฉัน เมื่อเขาปรากฏตัว เขาจะทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยความสันติและยุติธรรม หลังจากที่มันได้เต็มไปด้วยความอธรรมและการกดขี่ ขอสาบานด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ว่า ผู้ที่สามารถจะยืนหยัดอย่างมั่นคงต่อศาสนาในช่วงการเร้นหายของเขานั้น หายากยิ่งกว่าเหล็กไหล"
ท่านญาบีร ได้ลุกขึ้นถามว่า "โอ้ ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ กออิม ลูกหลานของท่านมีการเร้นหายด้วยหรือ?
ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ตอบว่า "แน่นอน ขอสาบานด้วยพระผู้อภิบาลของฉัน ผู้ศรัทธาจะถูกทดสอบ
จนบริสุทธิ์ และผู้ปฏิเสธจะถูกทำให้พินาศ โอ้ ญาบีรเอ๋ย! เรื่องนี้เป็นความลับอันหนึ่งจากความลับทั้งหลายของอัลลอฮ์ ดังนั้น จงหลีกห่างจากความสงสัย เพราะการสงสัยในกิจกรรมของอัลลอฮ์นั้น เป็นการปฏิเสธ (กุฟร์) {ยะนาบีอุล มะวัดดะฮ์}
4. ท่านซัลมาน อัล ฟาร์ซี ได้กล่าวว่า : วันหนึ่งฉันได้ไปหาท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ และพบว่าฮูเซนลูกของอะลีนั่งอยู่บนตักของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และท่านก็ได้จูบไปที่ดวงตาและริมฝีปากของ
ฮูเซน และกล่าวขึ้นว่า
"เจ้าคือซัยยิดลูกของซัยยิดและน้องของซัยยิด
เจ้าคืออิมามลูกของอิมามและน้องของอิมาม
เจ้าคือฮุจญัต (บทพิสูจน์) ของอัลลอฮ์ และน้องของฮุจญัตของอัลลอฮ์
และเจ้า(ฮูเซน) คือบิดาของเก้าฮุจญัตแห่งอัลลอฮ์ ซึ่งคนที่เก้านั้น คือ กออิม (อิมามมะฮ์ดี)"
{ยะนาบีอุล มะวัดดะฮ์}
{ยะนาบีอุล มะวัดดะฮ์}
5. ท่านอมีรุ้ลมุอ์มินีน อะลี (อ.) ได้กล่าวว่า..
"อัลลอฮ์ (ซ.บ.) จะทำให้กลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้น ซึ่งพวกเขารักอัลลอฮ์ และอัลลอฮ์ก็ทรงรักพวกเขา และอัลลอฮ์จะทำให้พวกเขาได้รับอำนาจการปกครองจากพระองค์ คนหนึ่งจากหมู่พวกเขาจะถูกปกปิดซ่อนเร้นเอาไว้ และเขาผู้นั้นคือ มะฮ์ดี ผู้ถูกสัญญาไว้.. ซึ่งเขาทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยความสันติและยุติธรรม โดยปราศจากความลำบากใด ๆ สำหรับเขาในการนี้ ในวัยทารกจะห่างไกลจากบิดามารดา.. และเขาจะพิชิตเมืองต่าง ๆ ของมุสลิมด้วยสันติ โลกในวันนั้นพร้อมแล้วที่จะรองรับเขา
คำพูดของเขาจะได้รับการต้อนรับ ทั้งคนหนุ่มและคนชราจะภักดีต่อเขา เขาจะทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยความสันติและยุติธรรม หลังจากที่มันได้เคยเต็มไปด้วยความอธรรมและการกดขี่ และในเวลานั้นตำแหน่งแห่งการเป็นผู้นำ (อิมามัต) จะถึงจุดสมบูรณ์ของมัน และตำแหน่งคอลิฟะฮ์ที่แท้จริงก็จะปรากฏขึ้น และอัลลอฮ์จะทำให้ผู้ที่อยู่ในหลุมฝังศพฟื้นขึ้น พวกเขาจะฟื้นขึ้นมาในตอนเช้า และพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในหลุมศพ จากการปรากฏตัวของมะฮ์ดี แผ่นดินจะสดใสและเจริญงอกงาม น้ำอันใสบริสุทธิ์จะไหลไปทุกลำธาร ความวุ่นวาย การแย่งชิงและการกดขี่จะถูกขจัดออกไป ความประเสริฐและสิริมงคล (บะรอกะฮ์) จะถูกประทานลงมา และไม่มีความจำเป็นใด ๆ อีกที่ฉันจะบรรยายถึงสิ่งที่จะตามมาหลังจากนั้นอีก เพียงแต่ฝากสลามจากฉันไปยังโลกนั้นด้วยเถิด" {ยะนาบีอุล มะวัดดะฮ์}
ตัวอย่างจากฮะดีษของชีอะฮ์
1. ท่านอิมามศอดิก (อ.) ได้กล่าวว่า "ประชาชาติจะสูญหายอิมามของพวกเขา แต่อิมามของพวกเขาจะปรากฏตัวในฮัจญ์ทุกปี อิมามจะมองเห็นพวกเขา แต่พวกเขามองไม่เห็นอิมาม" {อุศูล อัล กาฟี}
2. อัศบัฆ บิน นะบาตะฮ์ ได้รายงานว่า : วันหนึ่งฉันได้ไปเยี่ยมท่านอมีรุ้ลมุอ์มินีน อะลี (อ.) และพบว่า ท่านอะลี กำลังนั่งครุ่นคิดถึงสิ่งหนึ่งอย่างลึกซึ้ง ในขณะที่นิ้วของท่านได้เขี่ยไปบนพื้นดิน ฉันจึงได้ถามขึ้นว่า ทำไมท่านจึงอยู่ในสภาพครุ่นคิดเช่นนี้? หรือว่าท่านกำลังมีความประสงค์สิ่งใดในแผ่นดิน?
ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้ตอบว่า : "ไม่ สาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ฉันไม่เคยมีความต้องการอะไรในแผ่นดินและดุนยานี้เลย แต่ฉันกำลังครุ่นคิดถึงผู้หนึ่งที่จะถือกำเนิดมาจากเชื้อสายของฉัน และเป็นลูกหลานคนที่สิบเอ็ดของฉัน และเขา (มะฮ์ดี) จะทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยความสันติและยุติธรรม หลังจากที่มันเคยเต็มไปด้วยความอยุติธรรมและการกดขี่ จะมีการเร้นหายและความสับสนในตัวของเขา จนกลุ่มหนึ่งจะได้รับทางนำ และอีกลุ่มหนึ่งถูกทำให้หลงทาง" {อุศูล อัล กาฟี}
3. ท่านอิมามศอดิก (อ.) ได้กล่าวว่า "การเร้นหายมีสองครั้งสำหรับกออิม ครั้งที่หนึ่ง เป็นระยะเวลาอันสั้น ครั้งที่สองเป็นระยะเวลาอันยาวนาน ในการเร้นหายครั้งแรกนั้น เฉพาะชีอะฮ์ผู้ใกล้ชิดเท่านั้นที่รู้ที่อยู่ของเขา และในการเร้นหายครั้งที่สองนั้น นอกจากสาวกและมิตรสหายผู้ใกล้ชิดแล้วจะไม่มีใครรู้ที่อยู่ของเขา" {อุศูล อัล กาฟี}
4. ท่านอิมามศอดิก (อ.) ได้กล่าวว่า "กออิม จะทำการกิยาม (การลุกขึ้นปฏิวัติ) ในขณะที่ยังไม่มีใครได้ทำการบัยอัต (การให้สัตยาบัน) หรือสนธิสัญญาใด ๆ กับเขา" {อุศูล อัล กาฟี}
5. ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลฯ) ได้กล่าวไว้ว่า..
"กออิม มาจากลูกหลานของฉัน ชื่อของเขาเหมือนชื่อของฉัน ฉายาของเขาเหมือนฉายาของฉัน บุคลิกของเขาเหมือนกับบุคลิกของฉัน แบบฉบับ (ซุนนะฮ์) ของเขา เหมือนกับซุนนะฮ์ของฉัน เขาจะเรียกประชาชาติกลับมาเข้าสู่บทบัญญัติอิสลาม (ชะรีอัต) และศาสนาของฉันอีกครั้งหนึ่ง และจะเชิญชวนมนุษย์เข้าสู่คัมภีร์แห่งพระผู้อภิบาลของฉัน ใครก็ตามที่ภักดีต่อเขา ก็เท่ากับได้ภักดีต่อฉัน ใครก็ตามที่เป็นปรปักษ์ต่อเขา ก็เท่ากับเป็นปรปักษ์ต่อฉัน และใครก็ตาที่ปฏิเสธการเร้นหายของเขา ก็เท่ากับได้ปฏิเสธศาสนาของฉันทั้งหมด" {อะอ์ลามุลวะรออ์}
6. ท่านอิมามซัยนุลอาบิดีน (อ.) ได้กล่าวว่า "ในเรื่องราวของกออิมนั้น มีหลายสิ่งที่เหมือนกับบรรดาศาสดาต่าง ๆ เหมือนกับนูห์ เหมือนกับอิบรอฮีม เหมือนกับมูซา เหมือนกับอีซา เหมือนกับ
อัยยูบ เหมือนกับมุฮัมมัด (ศ็อลฯ) อายุของเขายืนยาวเหมือนนูห์ การถือกำเนิดของเขาถูกปกปิด และการใช้ชีวิตของเขาห่างไกลจากประชาชนเหมือนกับอิบรอฮีม เขาอยู่ในความกังวลและเร้นหายเหมือน
มูซา ประชาชาติมีความคิดแตกแยกกันในเรื่องของเขาเหมือนกับอีซา เขาจะถึงจุดแห่งความเจริญและรุ่งโรจน์หลังจากผ่านการทดสอบและทุกข์ทรมานเหมือนกับอัยยูบ ซึ่งเขาจะลุกขึ้นปฏิวัติด้วยคมดาบเหมือนมุฮัมมัด (ศ็อลฯ)" {กะมาลุดดีน}
7. ท่านอิมามศอดิก (อ.) ได้กล่าวว่า "สำหรับ กออิม มีการเร้นหาย และสำหรับ บ่าวของอัลลอฮ์ ในช่วงเวลานั้น เขาจะต้องเสริมสร้างตักวา (ความยำเกรง) และยึดมั่นในศาสนาของพระองค์ให้มั่นคง"
{กะมาลุดดีน}
8. ท่านอิมามศอดิก (อ.) ได้กล่าวว่า "การปรากฏและการยืนหยัด (กิยาม) ของมะฮ์ดี จะไม่เกิดขึ้น
จนกว่าทุกอารยธรรมและอุดมการณ์ได้ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นมาปกครองประชาชาติจนหมดสิ้นแล้ว เพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่มีโอกาสที่จะพูดได้อีกว่า ถ้าให้เราปกครอง เราก็จะปกครองด้วยความยุติธรรม และหลังจากนั้น (หลังจากที่ทุกอารยธรรมได้ขึ้นมาปกครองแล้ว) กออิม ก็จะทำการกิยามด้วยสัจธรรมและความยุติธรรม" {อิษบาตุลฮุดา}[3]
________________________________
[1] บทความเรื่อง ความเชื่อต่ออิมามมะฮ์ดี (อ) อะกีตะตุ้ลกุบรอ : www.ahlulbait.org
[2], [3] หนังสือ อิมามมะฮ์ดี ความหวังสุดท้ายของโลก แปลโดย : ซัยยิดสุไลมาน ฮูซัยนี



ข้อความตอนท้ายของบทความ กล่าวถึงอิมามมะฮ์ดี (อ.) ว่า..
ตอบลบ"เขาจะถึงจุดแห่งความเจริญและรุ่งโรจน์ หลังจากผ่านการถูกทดสอบและทุกข์ทรมานเหมือนอัยยูบ"
*เมื่อฉันได้อ่านถึงข้อความตอนนี้แล้ว มันทำให้ฉันรู้สึกเศร้าเสียใจ และอยากร้องไห้ เพราะฉันได้เรียนรู้ว่า ท่านนบีอัยยูบ (อ.) เป็นนบีที่มีความอดทนมาก ท่านต้องอดทนต่อการถูกทดสอบของพระองค์มากเพียงใด แล้วท่านอิมามมะฮ์ (อ.) ล่ะ ท่านต้องอดทนทุกข์ทรมานต่อสิ่งใดกันเล่า!?
ดังนั้น เมื่อฉันได้ทบทวนการกระทำของตัวเอง และพี่น้องประชาชาติอิสลามในขณะนี้แล้ว มันทำให้ฉันนึกถึงความทุกข์ทรมานของท่านอิมาม (อ.) ว่าท่านจะต้องทกุข์ทรมานใจสักขนาดไหน ที่ได้เห็นประชาชาติในยุคของท่านต้องเป็นเช่นนี้
ความทุกข์ทรมานท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ก็คือ การรอคอยพวกเรา รอคอยที่จะให้อุมมัตของท่านจะอยู่ในสภาพที่พร้อม กล่าวคือ พร้อมจะเป็นทหารหาญลุกขึ้นยืนหยัดต่อสู้กับความอธรรมในโลกนี้เคียงข้างท่าน เพื่อที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) จะได้ทรงอนุมติให้กำหนดเวลาแห่งปรากฏกายของท่านนั้น ได้มาถึงสักที ทั้งนี้ เพื่อที่ท่านจะลุกได้ลุกขึ้น (กิยาม) มาปฏวัติโลกนี้ ปลอดปล่อยประชาชาติของท่าน ให้กลับคืนสู่ความสงบ สันติ และยุติธรรมตลอดไปตราบจนวันกิยามะฮ์..
อัสตัฆฟิรุลลอฮะวะอะตูบุอิลัยฮฺ >> ยา มะฮ์ดี อภัยโทษให้กับพวกเราด้วยเถิด Y_Y