วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ความศรัทธาในมะฮ์ดี คือบ่อเกิดแห่งสติปัญญาและความหวัง

ความศรัทธาในอิมามมะฮ์ดี (อ.) ผู้ถูกสัญญา ผู้ถูกรอคอย (อัล มุนตะซ็อร) ผู้ซึ่งเป็นความหวังของโลกในยุคสุดท้ายนั้น ได้ถูกปูพื้นฐานมาตั้งแต่ในยุคสมัยท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ)  และบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) ก็ได้รายงานเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ทั้งในแง่การเร้นหาย (ฆอบบะฮ์), การปรากฏตัวอีกครั้งหนึ่ง และการต่อสู้ของท่าน ตลอดจนบุคลิกภาพต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอิมามมะฮ์ดี (อ.) ซึ่งรายงานเหล่านี้ ได้ถูกถ่ายทอดต่อกันมาอย่างแพร่หลาย จากบรรดาสาวกและสหายท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) ซึ่งจะเห็นได้ว่าในหนังสือ “อัลอิมาม อัลมะฮ์ดี” ได้มีบันทึกชือของศอฮาบะฮ์ 50 ท่าน และชื่อของบรรดาตาบิอีนอีก 50 ท่าน ที่ได้รายงานฮะดีษเกี่ยวกับอิมามมะฮ์ดี (อ.)

บรรดากวีมุสลิมได้เขียนบทกวีเกี่ยวกับท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ไว้อย่างมากมาย และส่วนมากกวีเหล่านั้นได้เขียนก่อนการประสูติของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) นับเป็นศตวรรษ ตัวอย่างเช่น

“ดิอ์บัล คุซาอี”  กวีเอกท่านหนึ่งได้แต่งบทกวีเกี่ยวกับท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ต่อหน้าท่านอิมามริฎอ (อ.) โดยกล่าวว่า..

“ถ้าไม่ใช่เพราะความหวังที่ฉันมีในวันนี้หรือพรุ่งนี้ (หมายถึง การมาของท่านอิมามมะฮดี) 

หัวใจของฉันก็ต้องสลายไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพวกเขา (หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นกับอะฮ์ลุลบัยต์) 

(ความหวังนั้น ก็คือ) การปรากฏของอิมามท่านหนึ่ง ซึ่งไม่มีข้อสงสัยในการปรากฏขึ้น 

เขาจะยืนหยัดด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ และจากบะรอกัตของพระองค์ 

(และเขา) จะเป็นผู้แยกแยะในหมู่พวกเรา ระหว่างสัจธรรมกับความเท็จ 

(และเขา) จะเป็นผู้ตอบแทนรางวัลและบทลงโทษ" 


หลังจากที่คุซาอี  ได้อ่านบทกว่าบทนี้จบ ท่านอิมามริฏอ (อ.) จึงได้กล่าวกับเขาว่า..
“โอ้ คุซาอี เอ๋ย! บทกวีบทนี้พระเจ้าเป็นผู้ใส่มันลงไปในปากของเจ้า เจ้ารู้ไหมว่าอิมาม คือใคร?”


คุซาอี  ได้ตอบว่า.. “ฉันไม่รู้ ฉันรู้แต่เพียงว่า จะมีอิมามท่านหนึ่งจากลูกหลานของท่านปรากฏขึ้น และเขาจะทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยความสันติยุติธรรม”

ท่านอิมามริฎอ (อ.) จึงกล่าวขึ้นว่า.. “โอ้ คุซาอี อิมามหลังจากฉัน คือมุฮัมมัด (อิมามญะวาด) บุตรชายของฉัน และหลังจากเขา ก็คือบุตรชายของเขา อะลี (อิมามฮาดี) และหลังจากเขา (อะลี) ก็คือ บุตรชายของเขา ฮะซัน (อิมามอัสการี) และหลังจากเขา (ฮะซัน) ก็บุตรของเขา ฮุจญัต อัล กออิม (อิมามมะฮ์ดี) ซึ่งการเร้นหายของเขาจะต้องรอคอย และในการปรากฏกายของเขาจะต้องภักดี และแม้ว่าโลกนี้จะมีเวลาเหลืออีกเพียงวันเดียว อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ก็จะทรงทำให้วันนั้นยืดยาวจนกระทั่งกออิม (อิมามมะฮ์ดี) ปรากฏ และทำให้โลกเต็มไปด้วยความสันติและยุติธรรม หลังจากที่มันเต็มไปด้วยความอธรรมและการกดขี่" [1]

*ท่านซัยยิดสุไลมาน ฮูซัยนี นักการศาสนา ซึ่งเป็นผู้นำคนสำคัญคนหนึ่งของมุสลิมสายชีอะฮ์อิมามิยะฮ์ ในประเทศไทย ได้กล่าวว่า...

ความศรัทธาเกี่ยวกับอิมามมะฮ์ดี (อ.) เป็นบ่อเกิดแห่งสติปัญญาและความหวัง

ความศรัทธาเกี่ยวกับอิมามมะฮ์ดี (อ.) เป็นบ่อเกิดแห่งสติปัญญา และความหวัง  ทั้งนี้ เนื่องจากการศรัทธาในเรื่องราวของอิมามมะฮ์ดี (อ.) และมีความรู้สึกว่า การปรากฏตัวของท่านเป็นไปได้ตลอดเวลานั้น มีผลต่อจิตสำนึกอย่างลึกซึ้งในจิตวิญญาณของผู้ศรัทธา พวกเขาจะเตรียมพร้อมตลอดเวลาและระวังตัวเองจากการกดขี่หรือการละเมิดต่อผู้อื่น มีความรักในความยุติธรรมและภราดรภาพ และจะระวังตัวเองจากความการกระทำความผิดบาป จนกว่าโอกาสแห่งการพบเจอและรับใช้อิมามมะฮ์ดี (อ.) จะมีมายังเขา

ความศรัทธาเกี่ยวกับอิมามมะฮ์ดี (อ.) จะทำให้ผู้ศรัทธาไม่เข้าไปอยู่ภายใต้การปกครองใด ๆ ของบรรดาผู้ปกครองอันจอมปลอมและการกดขี่ การศรัทธาอันนี้จะสร้างความรู้สึกต่อต้าน และเผชิญหน้าของ
ผู้ศรัทธาต่อบรรดาผู้นำเผด็จการ ผู้นำจอมปลอม และปฏิเสธอำนาจของพวกผู้นำเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง

ความเชื่อในการมาปรากฏตัวของอิมามมะฮ์ดี (อ.) จะต้องไม่เป็นสาเหตุทำให้มวลศรัทธาชนต้อง
มอบหมายการงานของพวกเขาไว้กับอนาคต และโดดเดี่ยวตัวเองจากสังคม โดยปล่อยให้ผู้ปฏิเสธ หรือผู้ชั่วร้ายครอบครองกิจการของโลกทั้งหมด ศรัทธาชนจะต้องไม่ละความพยายามในการที่จะพัฒนา
ตัวเอง พัฒนาบุคลากร สร้างความเจริญรุ่งเรือง ด้านความรู้ อุตสาหกรรม การเมือง และสร้างสรรค์
สังคมให้ดีงาม

ความคิดที่ว่า “การศรัทธาเกี่ยวกับอิมามมะฮ์ดี (อ.)” จะทำให้เกิดความสิ้นหวังหรืออ่อนแอนั้น เป็นความคิดที่เป็นโมฆะ   ถ้าหาเราหันมาดูที่บรรดาผู้นำทางศาสนา บรรดาสาวก บรรดาผู้รู้ ที่ได้
เสียสละต่อสู้ พยายามสร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่อิสลามตลอดหน้าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา โดยไม่ปฏิเสธหน้าที่และความรับผิดชอบของพวกเขาที่มีต่ออิสลาม พวกเขาเหล่านั้นไม่ใช่ผู้ศรัทธาต่ออิมามมะฮ์ดี (อ.) ดอกหรือ?!

มวลศรัทธาชนในวันนี้.. มีพันธะสัญญาอันยิ่งใหญ่ ที่จะต้องยืนหยัดต่อสู้ จะต้องรู้จักใช้สถานการณ์และโอกาสอย่างชาญฉลาดในสังคมต่าง ๆ จะต้องวิเคราะห์สถานการณ์ต่าง ๆ จะต้องตื่นตัวและมีส่วนร่วมในการสกัดกั้นอำนาจและอิทธิพลของศัตรู จะต้องป้องกันการโจมตีของศัตรู ทางด้านความคิด เศรษฐกิจ การเมือง และการทหารที่มีต่ออิสลาม

มวลศรัทธาชนต้องมีความพยายามยามอย่างสุดความสามารถ ในการขัดเกลาจิตวิญญาณและสร้างบุคลิกภาพส่วนตัว จนมีคุณสมบัติที่เพียบพร้อมจะได้สัมผัสกับอิมามมะฮ์ดี (อ.) ได้เป็นผู้ช่วยเหลือท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) และสร้างฐานรองรับการมาปรากฏกายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) [2]



---------------------

[1] หนังสือเรื่อง “อิมามมะฮ์ดี ความหวังสุดท้ายของโลก” : แปลโดย ซัยยิดสุไลมาน ฮูซัยนี
‪[2] สุนทรวลีซัยยิดสุไลมานฮูซัยนี : 24 กุมภาพันธ์ 2557

การเร้นหาย (ฆอยบะฮ์) ของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.)

ในบทความที่แล้ว เราได้เรียนรู้ความหมายของคำว่า “ฆอยบะฮ์” หรือบางทีอ่านว่า ฆัยบัต ซึ่งหมายถึงการเร้นกาย หรือการปกปิดจากสายตาและการมองเห็น แต่มิได้หมายความว่า การไม่ได้ปรากฏ   สำหรับในบทความนี้ขอเรียกว่า “ฆอยบะฮ์” (การเร้นหาย) ตามต้นฉบับเดิม ซึ่งผู้เขียนบล็อกได้สรุปความเข้าใจมาจากหนังสือเรื่อง “อิมามะฮ์ดี ความหวังสุดท้ายของโลก” ซึ่งแปลโดยท่านซัยยิดสุไลมาน ฮูซัยนี เพราะดูจะชัดเจนกว่าข้อมูลที่หาได้ในเว็บไซด์อื่น ซึ่งผู้เขียนอ่านแล้วยังไม่สามารถเข้าใจได้อย่างกระจ่างในบางช่วงบางตอน.. เรามาเริ่มเรียนรู้ไปพร้อมกันค่ะ (ถ้าหากมีสิ่งใดผิดพลาดขอเชิญพี่น้อง
ช่วยกันท้วงติงด้วยนะคะ)

การปกปิดการถือกำเนิดของอิมามมะฮ์ดี (อ.)

ประวัติศาสตร์อิสลามในสมัยราชวงศ์อุมัยยะฮ์และอับบาซิยะฮ์ นับตั้งแต่สมัยท่านอิมามที่ 6 คือ 
อิมามญะอ์ฟัร อัซซอดิก (อ.) เป็นต้นมา คอลิฟะฮ์ทั้งสองราชวงศ์มีความหวาดกลัวและหวาดระแวงต่อ
บรรดาอิมาม (อ.) เนื่องจากบรรดาอิมามต่างก็ได้รับการยอมรับ และมีความสัมพันธ์กับประชาชาติในยุคนั้นเป็นอย่างมาก พวกเขาจึงเกรงว่าอำนาจของตนเองจะสั่นคลอน ประกอบกับมีข่าวเลื่องลือกันว่า มะฮ์ดี ผู้ถูกสัญญา จะเป็นผู้ที่มาจากเชื้อสายของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) จากลูกหลานของบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) และมาจากท่านอิมามฮะซัน อัสการี (อ.) และเขา “มะฮ์ดี” จะทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยความยุติธรรม   ด้วยเหตนี้เอง ท่านอิมามฮะซัน อัสการี (อ.) จึงถูกควบคุมตัวอย่างเข้มงวดจากคอลีฟะฮ์อับบาซียะฮ์ รวมไปถึงบิดาและปู่ของท่าน [คืออิมามอะลี ฮาดี (อ.) และ
อิมามญะวาด (อ)]  โดยท่านอิมามทั้งสามท่านได้ถูกควบคุมตัวไปไว้ที่เมืองซามัรรออ์ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการขัดขวางการถือกำเนิดของทารกน้อย (มะฮ์ดี ผู้ถูกสัญญาไว้)

อัลฮัมดุลิลลาฮ์!! ด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทารกน้อยจึงได้ถือกำเนิดขึ้นมาอย่างเป็นความลับและซ่อนเร้น เหมือนดั่งเช่นการถือกำเนิดของท่านนบีมูซา (อ.) และในเวลาเดียวกันนี้บรรดาสาวกผู้
ใกล้ชิดของอิมามฮะซัน อัสการี (อ.) ก็ได้มีโอกาสพบกับอิมามผู้ถูกสัญญาไว้ ในยุคที่ท่านอิมามฮะซัน อัสการี (อ.) ยังมีชีวิตอยู่บ่อยครั้ง และท่านก็ได้แนะนำให้บรรดาสาวกได้รู้จักกับฮุจญัตของพระองค์ (ดังเช่นเคยนำเสนอมาแล้วในบทความก่อนหน้า) และหลังจากที่อิมามฮะซัน อัสการี (อ.) ได้เป็นชะฮีด ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าฝูงชน เพื่อทำนมาซญะนาซะฮ์ให้กับบิดาของท่าน และหลังจากนั้นท่านก็ได้เร้นหายไป


ปัญหาเกี่ยวกับการเร้นหาย (ฆอยบะฮ์)

รากฐานอิสลามที่เป็นบทบัญญัติ (ฟิกส์) การเมือง สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และวิชาการต่าง ๆ นั้น ได้รับการปกป้องรักษาให้อยู่กับสังคมมุสลิมมาโดยตลอด ตั้งแต่ยุคสมัยของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จวบจนยุคของบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) ถึงแม้ว่าในช่วงเวลานั้นบรรดาอิมามจะได้รับแรงกดดันอย่างมากจากผู้นำรัฐ ที่ไม่ชอบแห่งยุคสมัย (ฏอฆูต) แต่ทุกท่านก็ได้เผยแพร่และชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความสมบูรณ์แห่งอิสลาม อันเป็นศาสนาแห่งมนุษยชาติ และความพร้อมในการจัดตั้งรัฐบาลโลก  ซึ่งจะเป็นรัฐที่สมบูรณ์เพียงรัฐดียวเท่านั้นสำหรับชาวโลก  ดั่งที่ได้ปรากฏแบบอย่างอันสมบูรณ์ในการปกครองสมัยของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และท่านอมีรุลมุอ์มินีน อะลี (อ.) และนี่แหละคือข้อพิสูจน์ถึงความสมบูรณ์แบบของรัฐอิสลาม

เมื่อมาถึงยุคสมัยของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) พื้นฐานในการจัดตั้งรัฐอิสลามขึ้นมาบนโลกนี้ จึงมีความพร้อมและสมบูรณ์สูงสุด  เพราะบทบัญญัติจากพระผู้เป็นเจ้าสมบูรณ์เพียงพอแล้ว อีกทั้งตัวอย่างแห่งความสมบูรณ์ในการจัดตั้งรัฐอิสลามก็ได้ถูกแสดงให้เห็นประจักษ์แล้ว แต่ทว่าชาวโลกในยุคนี้ ยังไม่มีความพร้อมที่จะให้รัฐบาลแห่งพระผู้เป็นเจ้าเป็นจริงขึ้นมา และถ้าหากมนุษย์ในยุคนี้มีความพร้อม การเร้นหายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) ก็จะไม่เกิดขึ้น  บทบัญญัติแห่งพระเจ้านำมาปฏิบัติ และการปกครองอันยุติธรรมของรัฐอิสลาม ก็จะเกิดขึ้นบนโลกใบนี้เป็นแน่แท้ ด้วยเหตุนี้เอง การเร้นหาย (ฆอยบะฮ์) ของอิมามมะฮ์ดี (อ.) จึงเกิดขึ้น เริ่มจากการเร้นหายระยะสั้น (ฆอยบะตุศศุฆรอ) แล้วเปลี่ยนมาเป็นการเร้นหายระยะยาว (ฆอยบะตุลกุบรอ) โดยที่ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) จะปรากฏตัวอีกครั้ง ก็ต่อเมื่อประชาชาติมีความพร้อมอย่างสมบูรณ์ ในทุก ๆ ด้าน เพื่อที่จะรองรับการปกครองของท่าน


ท่านอัลมัรฮูม อัลลามะฮ์ นะศีรุดดีน อัตตูซี ได้กล่าวว่า..

“การเร้นหายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) มิได้มีสาเหตุมาจากอัลลอฮ์ (ซ.บ.) หรือจากตัวของท่านเอง แต่สาเหตุมาจากความกลัวและความไม่พร้อมของประชาชาติ ที่จะรองรับการปกครองของท่าน และเมื่อใดที่สาเหตุเหล่านี้ถูกขจัดออกไป การปรากฏตัวของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ก็จะเกิดขึ้น”

อย่างไรก็ดี การเร้นหายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) ยังมีวิทยปัญญาขั้นสูง (ฮิกมะฮฺ) อื่น ๆ อีกจากพระผู้เป็นเจ้า และเราไม่สามารถที่จะล่วงรู้ความลับต่าง ๆ ของมันได้ทั้งหมด   แต่ทว่าเป็นไปได้ว่า สาเหตุจากประชาชาติเองอาจจะเป็นต้นเหตุที่สำคัญ ที่ทำให้ท่านอิมามต้องเร้นหาย การไม่รับรู้และการละเมิด ฝ่าฝืน ของประชาชาติในยุคสมัยที่ผ่านมาของอิมามบริสุทธิ์ทั้ง 11 ทาน ก็เป็นย่อมเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า ประชาชาติในยุคนั้น ไม่ต้องการอยู่ภายใต้ระบอบการปกครองของอิสลาม   ดังนั้น การเร้นหายของท่านอิมาม (อ.) ในสภาพเช่นนี้ จึงถือเป็นเรื่องธรรมดา ท่านจะปรากฏตัวทำไม่เล่า!! ก็ในเมื่อสภาพสังคมยังไม่พร้อมที่จะรองรับการมาของท่าน  และแม้ว่าจะอยู่ในสภาพเร้นหาย ท่านก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่ของท่านอย่างไม่เปิดเผย จนกว่าจะถึงเวลาที่ความพร้อมในการปรากฏกายของท่านจะเกิดขึ้น และในวันนั้นเองกองทัพของผู้ที่จงรักภักดีต่อท่านก็จะได้พบ และให้การสนับสนุนท่านอย่างเต็มที่

ความลับแห่งการเร้นหาย (ฆอยบะฮ์) นี้ จะถูกรักษาไว้จนถึงวันที่ท่านปรากฏตัว และในวันนั้นชาวโลกก็จะพบว่า สาเหตุและคำตอบแห่งการเร้นหายของท่านอิมาม (อ.) ได้ถูกซ่อนอยู่ในตัวของพวกเขาเอง   แต่ทว่าพวกเขานั้นได้เลินเล่อจากคำตอบเหล่านั้น ถ้าหากเขามีความพร้อมมากกว่านี้ อิมามก็จะปรากฏตัวขึ้นสำหรับเขา แต่นั่นเป็นเพราะพวกเขาไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง และเตรียมความพร้อมที่จะรอรับท่าน แต่หัวใจของพวกเขาได้ผูกพันอยู่กับบรรดาการปกครองที่จอมปลอมทั้งหลาย

“แท้จริงอัลลอฮ์ จะไม่ทรงเปลี่ยนสภาพของประชาชาติใด จนกว่าพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงตัวของพวกเขาเองก่อน” (13:11)
แน่นอน ผู้ที่เพียบพร้อมสมบูรณ์สำหรับการปรากฏตัวของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) นั้น มีอยู่ทุกยุคทุกสมัย แต่ว่าจำนวนของพวกเขานั้นยังมีน้อย  ละสภาพสังคมก็ยังไม่พร้อมที่จะรองรับกับการมาของท่าน เมื่อสภาพสังคมไม่มีความพร้อม การปะทะและการต่อต้านการปกครองของท่านอิมามย่อมจะเกิดขึ้น  ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้การเร้นหายยังคงมีอยู่ต่อไป และด้วยการเร้นหายนี้ อัลลอฮ์ (ซ.บ.) จึงปกป้องการถูกสังหาร เพราการปรากฏตัวก่อนเวลาอันสมควร จะทำให้ท่านถูกสังหารและทำให้การปรากฏตัวของท่าน เพื่อที่จะช่วยเหลือสังคมและปลดปล่อยชาวโลกไม่บรรลุสู่เป้าหมาย

วันอาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เหตุใดอิมามมะฮ์ดี (อ.) ถึงต้องเร้นกาย (ฆัยบัต)?

เราท่านทั้งหลายต่างก็ได้เรียนรู้ว่า ท่านอิมามมะฮ์ดี (อัจญะลัลลอฮฟะเราะญะฮุจชรีฟ) หรือ ท่าน
ฮุจญะติบนิลฮะซัน อัลมะฮ์ดี (อ.) คือตัวแทนและข้อพิสูจน์สุดท้ายของพระผู้เป็นเจ้า ท่านคือผู้ที่โลกทั้งโลกต่างรอคอยการมาปรากฏกายของท่าน แต่ทว่าการเร้นกาย (ฆอบัต) ของท่านนั้น มีเหตุผลและความเป็นมาอย่างไร?

ความหมายของคำว่า "ฆัยบัต"

คำว่า "ฆัยบัต" หมายถึง การเร้นกาย หรือการปกปิดจากสายตาและการมองเห็น แต่มิได้หมายความว่า การไม่ได้ปรากฏ  ดังนั้น การเร้นกาย(ฆัยบัต)ของท่านอิมาม มะฮ์ดี (อ.) คือ การเร้นกายหายไปจากสายตาของประชาชน  พวกเขามองไม่เห็นท่านในขณะที่ท่านอยู่ท่ามกลางพวกเขา ใช้ชีวิตร่วมกับพวกเขา ซึ่งความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้มีรายงานจากบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ ได้อธิบายไว้ด้วยรูปประโยคที่แตกต่างกัน ดังเช่น..

อิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า "ขอสาบานด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ พระเจ้าของอะลีว่า ข้อพิสูจน์ของพระองค์อยู่ท่ามกลางประชาชน เขาใช้ชีวิตร่วมกับประชาชน ไปมาหาสู่บ้านของพวกเขาไปทั่วทั้งทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก และตะวันตก เขาได้ยินคำพูดของประชาชนกล่าวสลามแก่เขา แต่ประชาชนจะมองไม่เห็นเขา จนกว่าจะถึงกาลเวลาที่พระเจ้าทรงกำหนด (ทรงสัญญาไว้)" [1]

แน่นอน ยังมีการอธิบายเรื่องการเร้นกายของอิมามในลักษณะอื่นอีก เช่น ตัวแทนที่เฉพาะเจาะจงของอิมามมะฮ์ดี (อ.) กล่าวว่า.. "อิมามมะฮ์ดี (อ.) จะเข้าร่วมพิธีฮัจญ์ทุกปี ท่านมองเห็นประชาชน และรู้จักพวกเขาเป็นอย่างดี ขณะที่พวกเขามองเห็นท่าน แต่ไม่มีผู้ใดรู้จักท่าน" [2]

ด้วยเหตุนี้ การเร้นกายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) จึงมี 2 ลักษณะ กล่าวคือ ลักษณะหนึ่ง ท่านเร้นกายไปจากสายตาของประชาชน  ส่วนอีกลักษณะหนึ่ง ประชาชนมองเห็น แต่ไม่มีผู้ใดรู้จักท่าน  อย่างไรก็ตามเป็นที่แน่ชัดว่าท่านอิมาม (อ.) ปรากฏกายอยู่ท่ามกลางประชาชน

การเร้นกายของบรรดาศาสดา

การฆัยบัต หรือการเร้นกาย มิใช่ปรากฏการณ์ใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกกับอิมามมะฮ์ดี (อ.) ในฐานะข้อพิสูจน์สุดท้ายของพระองค์ รายงานจำนวนมากกล่าวว่า ศาสดาจำนวนหนึ่งบางช่วงของชิวิตของท่าน ก็ได้มีการเร้นกายหายไปเช่นกัน  ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ เป็นไปตามวิทยปัญญาและความเหมาะสมของพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น มิใช่มาจากความประสงค์ส่วนตัวหรือความเหมาะสมของครอบครัว  ด้วยเหตุนี้ การเร้นกายจึงถือว่าเป็นหนึ่งในแบบฉบับที่มาพระเจ้า[3]  ซึ่งตลอดอายุขัยของศาสดาบางท่าน เช่น ศาสดาอิดรีซ นูฮ์ ซอลิฮ์ อิบรอฮีม ยูซุบ มูซา ชุอัยบ์
อิลยาซ สุลัยมาน ดาเนียล และอีซา (อ.) ซึ่งเป็นศาสนทูตของพระเจ้านั้น ต่างก็ได้เร้นกายไปตามความเหมาะสมและเงื่อนไขของพระองค์ทั้งสิ้น[4]

ด้วยเหตุนี้ การเร้นกายของท่านอิมามมะฮ์ดีย์ (อ.) จึงเป็นหนึ่งในแบบอย่างของบรรดาศาสดา หรือเป็นการปฏิบัติตามแบบอย่างของบรรดาศาสดานั่นเอง

ท่านอิมามญะอ์ฟัร อัซซอดิก (อ.) กล่าวว่า.. “แน่นอน สำหรับอิมามกออิมของเราต้องเร้นกายไปจากสายตาของประชาชนเป็นเวลายาวนาน”

ผู้รายงานกล่าวว่า.. “โอ้บุตรของศาสนทูตเหตุผลที่อิมามต้องเร้นกายคืออะไร?”

ท่านอิมาม (อ.) กล่าวว่า.. “พระเจ้าทรงประสงค์ให้อิมามเจริญรอยตามแบบอย่างของบรรดาศาสดาก่อนหน้านี้”[5]

จากคำกล่าวข้างต้นทำให้มีประเด็นหนึ่งชัดเจนขึ้นมา นั่นคือ คำพูดที่กล่าวถึงการเร้นกายของ    อิมามมะฮ์ดี(อ.) ได้ถูกอธิบายไว้หลายปีก่อนที่อิมามจะประสูติ  ดังจะเห็นได้ว่าท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ทุกท่านจนถึงอิมามฮะซัน อัซการีย์ (อ.) ต่างกล่าวถึงการเร้นกายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) ทั้งสิ้น โดยที่บางท่านกล่าวถึงคุณลักษณะพิเศษ และเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในยุคการเร้นกายของอิมาม และอิมามบางท่านกำหนดหน้าที่ของมวลผู้ศรัทธาในยุคของการเร้นกาย [6]

ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า.. “มะฮ์ดีคือบุตรของฉัน เขาจะเร้นกายหายไปอย่างยาวนาน จนกระทั่งประชาชนหันเหออกจากศาสนาของตน ในเวลานั้นเขาจะปรากฏกายออกมา ประหนึ่งดาวฤกษ์ดวงใหญ่ที่ทอแสงนวลผ่อง หลังจากนั้นเขาจะสถาปนาความยุติธรรมให้กระจายไปทั่วโลก    ดุจดังเช่นที่โลกเคยเปี่ยมล้นไปด้วยความอยุติธรรม” [7]

ปรัชญาของการเร้นกาย

เพราะเหตุใดอิมามมะฮ์ดี (อ.) ผู้เป็นข้อพิสูจน์ของพระเจ้า จึงต้องเร้นกายไปจากสายตาของประชาชน และมีเหตุผลใด อันเป็นสาเหตุทำให้ประชาชนต้องถูกกีดกันจากบะเราะกัต ในการปรากฏกายของอิมามมะฮ์ดี (อ.)

เกี่ยวกับประเด็นนี้ มีคำรายงานจำนวนมากมายกล่าวไว้ แต่ก่อนที่จะตอบคำถามข้างต้นจำเป็นต้องกล่าวถึง ระเด็นหลักที่มีความสำคัญยิ่ง กล่าวคือ เราเชื่อมั่นไม่สงสัยว่าพระเจ้าทรงบันดาลทุกสิ่งมาบนโลกนี้ ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก ล้วนวางอยู่บนพื้นฐานของวิทยปัญญา และความเหมาะสม    ทั้งสิ้น  และไม่ว่ามนุษย์จะเข้าใจในวิทยปัญญาเหล่านั้นหรือไม่ก็ตาม ในขณะเดียวกันการดำเนินไปของระบบสุริยจักรวาลขึ้นอยู่กับการบริบาลของพระผู้เป็นเจ้า และเป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเร้นกายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) ด้วยเหตุนี้ รหัสยะของการเร้นกายจึงเป็นไปตามวิทยปัญญาและความเหมาะสมที่พระองค์ทรงกำหนด ถึงแม้ว่ามนุษย์จะไม่รู้ถึงปรัชญาที่แท้จริงก็ตาม[8]

ท่านอิมามญะอ์ฟัร อัซซอดิก (อ.) กล่าวว่า.. “การเร้นกายสำหรับอิมามมะฮ์ดีไม่เป็นที่สงสัย แต่จะสร้างความคลางแคลงใจให้แก่ผู้ที่หลงผิด” นักรายงานฮะดีษถามอิมาม (อ.) ถึงเหตุผลของการเร้นกายว่า คืออะไร?

อิมาม (อ.) ตอบว่า.. “การเร้นกายเป็นคำสั่งหนึ่งของพระเจ้า ซึ่งพระองค์ไม่อนุญาตให้เราอธิบายแก่พวกเจ้า การเร้นกายเป็นหนึ่งในความลับของพระเจ้า พวกเราต่างยอมรับว่าพระองค์ทรงยิ่งใหญ่ และทรงปรีชาญาณยิ่ง ซึ่งภารกิจทั้งหมดของพระองค์ล้วนวางอยู่บนพื้นฐานของวิทยปัญญา แม้ว่าเราจะไม่เข้าใจถึงเหตุผลที่แท้จริงของพระองค์ก็ตาม”


ดังนั้น หากเรานำปรัชญาข้างต้นมาวิเคราะห์ เราก็อาจกล่าวได้ว่า การเร้นกาย (ฆอยบัต) ของท่าน
อิมามมะฮ์ดี (อ.) เป็นไปเพื่อเหตุผลบางประการ ดังต่อไปนี้

1. เพื่อเป็นการสั่งสอนประชาชน 

เมื่อประชาติไม่รู้ถึงคุณค่าของศาสนทูตและบรรดาอิมาม และไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนเมื่ออยู่ต่อหน้าอิมาม ยิ่งไปกว่านั้นยังได้แสดงการฝ่าฝืนต่อคำสั่ง  ดังนั้น สมควรแล้วที่พระองค์ทรงแยกผู้นำของพระองค์ไปจากพวกเขา เพื่อให้พวกเขาได้สำนึกและเข้าใจถึงความจำเริญของอิมามเมื่ออยู่ท่ามกลางพวกเขา  ในกรณีนี้การเร้นกายของอิมามจึงเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ถ้าไม่เช่นนั้นพวกเขาก็ไม่สำนึก และไม่รู้ถึงคุณค่าของอิมาม

ท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร (อ.) กล่าวว่า.. “เมื่อพระเจ้าไม่ทรงประทานผู้ร่วมงาน หรือผู้ช่วยเหลือเราแก่ประชาชาติ แน่นอนพระเจ้าจะทรงนำเราไปจากประชาชาติ” [9]

2. อิสรภาพหรือการไม่จำนนต่อพันธสัญญาของคนอื่น


ในบรรดาผู้ที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงหรือการปฏิวัติ อันดับแรกพวกเขาจะต้องยืนหยัดร่วมกับผู้ที่ไม่เห็นด้วย และมีการตกลงกันในประเด็นต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตนตั้งเอาไว้ แต่ท่าน
อิมามมะฮดี (อ.) ในฐานะผู้ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงโลก การปฏิวัตของท่านแตกต่างไปจากขบวนการเหล่านี้ ขบวนการเปลี่ยนแปลง การจัดตั้งรัฐบาลโลก และการสถาปนาความยุติธรรมของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ไม่จำเป็นต้องตกลงกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือตกลงกับบรรดา
ผู้กดขี่ทั้งหลาย  เนื่องจากรายงานจำนวนมากกล่าวว่า ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) มีหน้าที่ต่อสู้กับผู้กดขี่ทั้งหลายบนโลก ด้วยเหตุนี้เอง เพื่อให้เงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงโลกพร้อมสมบูรณ์ ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) จึงจำเป็นต้องเร้นกาย  เพื่อจะได้ไม่ต้องทำสัญญากับบรรดาผู้กดขี่ทั้งหลาย

ท่านอิมามอะลี ริฎอ (อ.) กล่าวถึงสาเหตุการเร้นกายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) ว่า..
“เพื่อว่าเวลาที่อิมามยืนหยัดด้วยคมดาบ จะได้ไม่มีผู้ใดสัญญาให้สัตยาบันกับท่าน” [10]

วันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ช่วงชีวิตของอิมามมะฮ์ดีย์ (อ.) ก่อนขึ้นรับตำแหน่งอิมามที่ 12


ชีวิตในวัยเยาว์ของท่านอิมามมะฮ์ดีย์ (อ.) นับแต่ช่วงวันประสูติไปจนกระทั่งถึงวันที่บิดาของท่าน คือ 
ท่านอิมามฮะซัน อัสการีย์ (อ.) ได้เป็นชะฮีดนั้น นับว่าเป็นช่วงเวลาที่มีประเด็นสำคัญต่าง ๆ มากมาย อีกทั้งมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมีเรื่องราวหลายเรื่องในช่วงเวลานั้น ที่เป็นข้อพิสูจน์หรือหลักฐานการถือกำเนิดของท่าน อีกทั้งยังเป็นหลักฐานในการยืนยันความเป็นอิมามของท่าน ในที่นี้จึงขอนำเสนอเฉพาะบางประเด็นที่สำคัญมาก ดังต่อไปนี้ :-

การแนะนำอิมามมะฮ์ดีย์ (อ.) ต่อบรรดาชีอะฮ์
สืบเนื่องจากการประสูติท่านอิมามมะฮ์ดีย์ (อ.) ได้ถูกปกปิดจากบุคคลภายนอก  ดังนั้น จึงไม่มีบุคคลใดรู้จักอิมาม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาชีอะฮ์ของท่าน  จึงอาจทำให้พวกเขาอาจเข้าใจข้อพิสูจน์สุดท้ายของพระเจ้าผิด และเป็นสาเหตุทำให้พวกเขาหลงทางได้ง่าย   ด้วยเหตุนี้เอง จึงเป็นหน้าที่ของท่านอิมามฮะซัน อัสการีย์ (อ.) ที่ต้องแนะนำบุตรชายของท่านแก่บรรดาหัวหน้าชีอะฮ์ และบุคคลที่ไว้วางใจได้ในสมัยนั้น เพื่อให้พวกเขาเป็นผู้แจ้งข่าวการกำเนิดของท่านอิมามมะฮ์ดีย์ (อ.) แก่บุคคลอื่น และเพื่อเป็นการป้องกันมิให้ศัตรูทราบข่าวที่ชัดเจน

อะฮฺมัด บุตรของอิซฮาก  เขาเป็นหัวหน้าชีอะฮ์ และเป็นสาวกชั้นพิเศษของท่านอิมามฮะซัน อัสการีย์ (อ.) ได้กล่าวว่า.. : ฉันได้ไปพบท่านอิมามฮะซัน ฮัสการีย์ (อ.) เพื่อต้องการถามถึงอิมามภายหลังจากท่าน  แต่ก่อนที่ฉันจะกล่าวสิ่งใดออกมา  ท่านอิมามฮะซัน อัสการีย์ (อ.) ได้กล่าวว่า..

"โอ้ อะฮฺมัดเอ๋ย! นับตั้งแต่พระเจ้าทรงสร้างอาดัมขึ้นมาบนโลกนี้  พระองค์ไม่เคยปล่อยให้แผ่นดินของพระองค์ว่างเว้นจากข้อพิสูจน์เลย  และจนถึงวันแห่งการอวสานก็จะไม่เป็นเช่นนั้นเด็ดขาด  พระองค์ทรงขจัดการทดสอบและบะลาอ์ต่าง ๆ ไปจากประชาชาติ  เนื่องจากข้อพิสูจน์ของพระองค์ (การมีอยู่ของข้อพิสูจน์) พระองค์ทรงให้ฝนตก และพืชพันธ์ได้งอกเงยขึ้นจากพื้นดิน"

ฉันจึงถามว่า.. “โอ้ บุตรแห่งศาสนทูต ใคร คือ อิมามภายหลังจากท่าน?”
ท่านอิมาม (อ.) ได้เข้าไปในบ้านของท่าน และอุ้มเด็กน้อยวัยสามขวบที่ใบหน้าเปล่งได้ด้วยรัศมี ดุจดังดวงจันทร์ที่นวลผ่องออกมาคนหนึ่ง แล้วกล่าวว่า..

โอ้ อะฮฺมัดเอ๋ย! มาตรว่าข้อพิสูจน์ของพระเจ้า ณ พระองค์แล้วไม่มีค่าและไม่มีความหมาย ฉันจะไม่
แนะนำเด็กน้อยคนนี้แก่เจ้าเด็ดขาด  นามและฉายานามของเขา คือนามและฉายานามของศาสดา 
เขาคือผู้ที่จะสถาปนาโลกให้เต็มเปี่ยมไปด้วยความยุติธรรม ดุจดังที่ครั้งหนึ่งโลกเคยเต็มไปด้วยความอยุติธรรม

ฉันกล่าวว่า.. “โอ้นายของข้าฯ มีเครื่องหมายอันใดที่พอจะทำให้จิตใจของฉันผ่อนคลายลงบ้าง?!”
และในเวลานั้นเอง เด็กน้อยได้ขยับริมฝีปากพร้อมกับกล่าวว่า
اَنَا بَقِيةُ اللَّهِ فِي اَرَضِهِ والمُنْتَقِمُ مِنْ اَعْدَائِهِ
ฉันคือผู้คงเหลืออยู่ของพระเจ้าบนหน้าแผ่นดิน และเป็นผู้ล้างแค้นศัตรูของพระองค์... 


ท่านอิมามฮะซัน อัสการีย์ (อ.) จึงกล่าวว่า..
"โอ้ อะฮฺมัดเอ๋ย! หลังจากที่เจ้าได้เห็นกับตาแล้วจงเชื่อฟังปฏิบัติตามเขา"
อะฮฺมัด บุตรของอิซฮาก กล่าวว่า “หลังจากที่ฉันได้ยินคำพูดนั้นแล้ว ฉันได้ออกจากบ้านของอิมามด้วยความปิติยินดีอย่างยิ่ง [1]

ในทำนองเดียวกัน มุฮัมมัด บุตรของอุสมาน และบรรดาหัวหน้าชีอะฮฺอีกหลายท่าน  ได้กล่าวว่า 
มีชีอะฮ์ประมาณ 40 คนได้เดินทางมาพบท่านอิมามฮะซัน อัสการีย์ (อ.)  แล้วท่านอิมามได้แนะนำ
บุตรชายของท่านแก่พวกเรา  หลังจากนั้นท่านได้กล่าวว่า..
“ภายหลังจากฉัน เด็กคนนี้คืออิมาม และเป็นตัวแทนของฉันในหมู่พวกท่าน จงเชื่อฟังปฏิบัติตามเขา 
หลังจากฉันแล้ว  จงอย่าแตกแยกกันในเรื่องศาสนา ซึ่งจะเป็นสาเหตุทำให้พวกเจ้าพบกับความหายนะ 
และหลังจากวันนี้เป็นต้นไปพวกเจ้าจะไม่ได้เห็นเขาอีก” [2]

หนึ่งในหลักการของศาสนาและแบบฉบับของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้สอนให้ทำอะกีเกาะฮ์ จัดพิธีมงคลแก่เด็กที่เพิ่งเกิดใหม่ โดยการเชือดแพะหรือแกะ และเลี้ยงอาหารประชาชน ซึ่งสิ่งนี้จะมีผลทำให้เด็กมีความสิริมงคลและอายุยืน  ดังนั้น ท่านอิมามฮะซัน อัสการีย์ (อ.) จึงได้จัดพิธีอะกีเกาะฮฺให้กับบุตรชายของท่านหลายครั้ง [3]  เพื่อปฏิบัติตามแบบฉบับที่ดีของท่านศาสดา (ศ็อลฯ)  และเพื่อเป็นการแจ้งข่าวการกำเนิดบุตรชายของท่านแก่บรรดาชีอะฮ์ทั้งหลาย มุฮัมมัด อิบรอฮีม กล่าวว่า อิมามฮะซัน อัสการีย์ (อ.) ได้เชือดแกะแล้วส่งไปให้ชีอะฮ์คนหนึ่งของท่าน พร้อมกับกล่าวว่า“นี่คืออะกีเกาะฮฺ บุตรชายของฉัน 
มุฮัมมัด”  [4]

วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

มารู้จักอิมามมะฮ์ดี (อ.) ในคำรายงานของชีอะฮ์อิมามิยะฮ์

ตำราอันทรงคุณค่าหลายเล่มของชีอะฮ์ เช่น อุซูลกาฟียฺ อัลฆัยบะฮฺ อัลนุอฺมานียฺ และเล่มอื่น ๆ อีกมากมาย ได้บันทึกฮะดีษเกี่ยวกับท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) เอาไว้ ซึ่งสิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญเป็นพิเศษเกี่ยวกับท่านอิมาม  

ในบทความนี้ จึงขอนำริวายะฮ์ (คำรายงาน) ต่าง ๆ จากบรรดามะอ์ซูม (อ.) ที่ได้กล่าวเกี่ยวกับท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) มานำเสนอ เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจ ความใกล้ชิด และเป็นการทำความรู้จักกับท่านอิมามให้มากยิ่งขึ้น โดยมีรายงานต่าง ๆ ดังนี้

ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า


"มะฮ์ดี (อ.) เป็นบุตรของฉัน ชื่อของเขาคือชื่อของฉัน  ฉายานามของเขาคือฉายานามของฉัน  กิริยามารยาทและการสร้างของเขา คล้ายฉันมากกว่าประชาชาติทั้งหมด  เขาจะเร้นกายหายไป ซึ่งประชาชาติในยุคนั้นจะหลงทาง  หลังจากนั้นจะปรากฏกายออกมาอีกครั้ง เหมือนดาวเสาร์ที่สุกสดใส และจะทำให้โลกเปี่ยมล้นไปด้วยความยุติธรรม ดั่งที่โลกเคยเปี่ยมล้นด้วยความอธรรมมาแล้ว" [1]

ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) กล่าวว่า 

"โชคดีสำหรับคนที่รู้จักกออิมแห่งอะฮ์ลุลบัยต์ของฉัน และได้ปฏิบัติตามก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืนหยัด เชื่อฟังปฏิบัติตามเขาและอะอิมมะฮ์ผู้ชี้นำทางท่านอื่นก่อนเขา และมุ่งขอความคุ้มครองจากอัลลอฮ์ ให้พ้นจากบรรดาศัตรูของเขา  เหล่านั้นคือมวลมิตรของฉัน และเป็นประชาชาติที่มีเกียรติที่สุดสำหรับฉัน" [2]

ท่านอิมามอะลี (อ.) 

ท่านอิมามอะลี (อ.) ขณะที่กล่าวสรรเสริญอัลลอฮ์ (ซ.บ.) และท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ท่านได้กล่าวถึงท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ว่า

"พวกเราคือ รัศมีแห่งฟากฟ้าและแผ่นดิน  เป็นเรือที่ให้ความช่วยเหลือ วิชาการและความรู้ถูกบันทึกอยู่ ณ พวกเรา  ยังพวกเรา คือเป้าหมายของทุกภารกิจการงาน  และมะฮ์ดีของเรา คือข้อพิสูจน์สุดท้าย  เขาคืออิมามมะอ์ซูมคนสุดท้ายที่จะทำการช่วยเหลือประชาชาติทั้งหลาย  เขาคือนูรสุดท้ายแห่งสาร (ของพระผู้เป็นเจ้า) และเป็นความเร้นลับที่ถูกปิดบัง  ขอแสดงความยินดีต่อบุคคล ที่ยึดมั่นอยู่กับสายเชือกของพวกเรา  และได้ร่วมอยู่บนความรักที่มี่ต่อพวกเรา" [3] 

อิมามญะวาด (อ.) กล่าวว่า มีรายงานจากท่านอิมามอะลี (อ.) ได้ถึงท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ว่า..

"สำหรับกออิมของเราจะมีการเร้นกายที่ยาวนาน ฉันเป็นห่วงชีอะฮ์ของฉันในช่วงการเร้นกายว่า จะระหกระเหินเสมือนฝูงแกะที่ไม่มีจ่าฝูง ที่คอยตามหาทุ่งหญ้า แต่ไม่พบ  พึงสังวรไว้เถิดว่า บุคคลใดก็ตามที่สร้างความมั่นคงให้ศาสนาของเขา  และหัวใจของเขาไม่แข็งกระด้างเนื่องจากการเร้นกายที่ยาวนานของอิมามของเขา  ดังนั้น เขาคือพวกของฉัน และในวันกิยามัตเขาจะยืนอยู่ตำแหน่งเดียวกับฉัน" [4]

ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.) 

ญาบิร อับดุลลอฮ์ อันซอรีย์ กล่าวว่า ฉันได้ไปหาท่านหญิง
ฟาฏิมะฮ์ (อ.) และฉันได้เห็นแผ่นบันทึกในมือของท่าน  ซึ่งบันทึกรายนามของบรรดาตัวแทนของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ทั้งหมดเป็นบุตรหลานของท่านหญิง ฉันได้นับนามเหล่านั้น มีทั้งสิ้น 12 ท่าน  ท่านสุดท้ายคือ "อัลกออิม (อ.)"  สามท่านมีนามว่า "มุฮัมมัด"  และอีกสามท่านมีนามว่า "อะลี" [5]


อิมามฮะซัน มุจญฺตะบา (อ.)

"โอ้ประชาชน พวกท่านไม่ทราบหรือว่า  พวกเราครอบครัวของท่านศาสดาทุกคนต้องทนให้สัตยาบันกับผู้ปกครองที่อธรรมในยุคของตน  ยกเว้นกออิม (อ.) ซึ่งศาสดาอีซา บุตรของมัรยัม (อ.) จะนมาซตามหลังเขา  อัลลอฮ์ ผู้ทรงเกรียงไกรทรงปิดบังการประสูติของเขา และทรงเร้นกายของเขา ซึ่งจะปรากฏกายมาอีกครั้งหนึ่ง โดยที่ผู้ให้สัตยาบัน  จนกระทั่งบุตรคนที่เก้าของฮูเซนน้องชายของฉัน ซึ่งเป็นบุตรชายของสตรีที่อยู่ในครอบครอง  อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงทำให้เขามีอายุยืนยาวในช่วงของการเร้นกาย  และจะปรากฏกายออกมา โดยอำนาจของพระองค์ โดยที่มีใบหน้าอ่อนกว่าคนอายุ 40 ปี  และจงรู้ไว้ว่า อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง [6]

อิมามฮูเซน (อ.)

"มาตรว่าอายุขัยของโลกจะเหลือแค่วันเดียว อัลลอฮ์ จะทรงทำให้วันนั้นยาวนานออกไป  จนกระทั่งชายหนุ่มจากครอบครัวของฉัน ได้ปรากฏกายออกมา  และจะทำให้โลกนี้เปี่ยมล้นไปด้วยความยุติธรรม ดั่งที่โลกเคยเปี่ยมล้นด้วยความอธรรมมาแล้ว  ดังที่ฉันได้ยินท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวเป็นประจำ" [7] 

ถ้าหากมะฮ์ดีได้ลุกขึ้นยืนหยัด จะมีประชาชนปฏิเสธและไม่รู้จัก  เนื่องจากท่านได้กลับมาในสภาพของชายหนุ่ม  ขณะที่พวกเขาคิดว่า ท่านคือชายชราที่สูงอายุ [8] 

อิมามซัจญาด (อ.)

ภายหลังจากชะฮาดัตของท่านอิมามฮูเซน (อ.) ขณะที่กองคาราวานถูกต้อนไปสู่เมืองชาม ประเทศซีเรียในปัจจุบัน  ซึ่งวันนั้นตรงกับวันศุกร์พอดี นักปราศรัยของยะซีดได้ขึ้นกล่าวคำเทศนาที่น่าขยะแขยง 
อิมามซัจญาด (อ.) ได้ลุกขึ้นยืนโต้ตอบกับเขาทันที่ หลังจากนั้นท่านได้กล่าวว่า 


"โอ้ประชาชนเอ๋ย! อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ประทานคุณสมบัติ 7 ประการให้กับพวกเรา  และให้พวกเรามีความประเสริฐ 7 ประการเหนือกว่าบุคคลอื่น  อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงประทานวิชาการความรู้ ความอดทนพิเศษ 
ความโอบอ้อมอารี วาทศิลป์ในการพูด ความกล้าหาญให้กับพวกเรา  และให้ความรักที่มีต่อพวกเราบรรจุอยู่ในจิตใจของผู้ศรัทธาทุกคน และให้พวกเรามีความประเสริฐ 7 ประการเหนือกว่าบุคคลอื่น ได้แก่ 
  • ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ผู้ได้รับการเลือกสรรจากอัลลอฮ์ (ซ.บ.) มาจากพวกเรา 
  • ในหมูพวกเรามีบุคคลที่มีความสัจจะที่สุดในหมู่ประชาชาติ ได้แก่ อะลีอมีรุลมุอ์มินีน (อ.) 
  • ในหมู่พวกเรามี ผู้ได้รับเกียรติอันสูงส่งจากอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้แก่ ญะอฺฟัร ฏอยยาร 
  • ในหมู่พวกเรามีราชสีห์แห่งอัลลอฮ์ (ซ.บ.) และเราะซูลของพระองค์ ได้แก่ ชะฮีดฮัมซะฮ์ 
  • ในหมู่พวกเรามีไข่มุกอันล้ำค่าสำหรับประชาชาติ ได้แก่ ฮะซันและฮูเซน
  • ในหมู่พวกเรามีมะฮ์ดี เป็นอิมามท่านสุดท้ายสำหรับประชาชาตินี้" 

ท่านอิมาม (อ.) กล่าวต่ออีกว่า "กออิมมาจากพวกเราการประสูติของเขาไม่เป็นที่เปิดเผยสำหรับประชาชน  จนกระทั่งประชาชนกล่าวว่า เขายังไม่ได้กำเนิดขึ้นมา จนกระทั่งเขาได้ปรากฏกายออกมาโดยไม่มีผู้ให้สัตยาบันมาก่อน [9]


สภาพทางศีลธรรม จรรยา ของมนุษย์ในยุคสุดท้ายของโลก

เมื่อยุคสุดท้ายของโลกมาถึง บ้านเมืองจะเกิดกลียุค  ทั้ง ๆ ที่มนุษย์ในยุคสุดท้าย คือผู้ที่มีความเจริญสูงสุดทางด้านวิทยาศาสตร์ วิทยาการ ก้าวไกลไปสู่เทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่มันกลับทำให้วัฒนธรรมและวิถีดำเนินชีวิตของผู้คนต้องเปลี่ยนแปลงไปจากสภาพดั่งเดิม จนเมื่อมันพัฒนาการไปสู่จุดสูงสุด สภาพของมนุษย์ก็กลับมาสู่สังคมไร้อารยะ  สังคมที่เห็นแก่ตัว สังคมที่หวังจะกอบโกยผลประโยชน์ทางด้านวัตถุใส่ตน สังคมแห่งการแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น สังคมแห่งการแสวงหาอำนาจ นานวันเข้าสภาพจิตใจของมนุษย์ก็เปลี่ยนไป ศีลธรรมจรรยาของความเป็นมนุษย์ก็เริ่มเสื่อมถอยลงไปเรื่อย ๆ จนลงสู่จุดที่ต่ำที่สุด จนกระทั่งมนุษย์ทนต่อสภาพสังคมที่เป็นอยู่ไม่ได้ จิตใจของพวกเขาจึงกลับเรียกร้อง โหยหา เพื่อกลับสู่สภาพดั่งเดิมของความเป็นมนุษย์  พวกเขาต่างมุ่งที่จะมีใครสักคนหนึ่งปลดปล่อยพวกเขา ให้พ้นไปจากป่วงพันธนาการนี้ พวกเขาเรียกหาผู้ใด?.. และพวกเขากำลังรอคอยใคร??


สภาพจิตใจของมนุษย์ในยุคสุดท้าย [1]

  • ผู้คนจะรักแต่ตนเอง เห็นแก่ตัว รักเงิน และหารู้ไหมว่าการแสวงหาความร่ำรวย ลาภ ยศ เป็นบ่อเกิดของความชั่วทั้งปวง 
  • ผู้คนจะชอบโอ้อวด หยิ่งยโส ชอบด่าว่า หยาบคาย ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ อกตัญญู ไม่บริสุทธิ์
  • ไม่มีความรัก เฉื่อยชาต่อความรัก ไม่ให้อภัยคนอื่น 
  • ชอบนินทาว่าร้าย โกหก หลอกลวง ใส่ร้ายป้ายสี เป็นพยานเท็จ 
  • ไม่รู้จักควบคุมตนเอง ปล่อยตัณหาราคะให้มาครอบงำ โมโหโทสะ โหดร้าย 
  • ไม่แสวงหาความดีงาม คิดแต่สิ่งชั่วร้าย ทรยศหักหลัง หุนหันพลันแล่น ถือดี ไม่มีความเมตตาปราณี ไม่สนใจคนอื่น
  • ผู้คนจะละเลยต่อคนยากจน เด็กกำพร้า คนชรา คนยากไร้ ไม่สนใจต่อญาติพี่น้อง และสิทธิของเพื่อนบ้าน ไม่มีความกรุณาปราณี 
  • เคร่งอยู่กับหลักธรรมคำสอน แต่ไม่เคยนำพาไปปฏิบัติ ก่อความเดือดร้อน ทะเลาะวิวาท โต้เถียงกันอย่างไม่มีเหตุผล ไม่สนใจคนรอบข้าง 
  • ไร้ซึ่งความรัก มีแต่ความเกลียดชัง ความอิจฉาริษยา ชิงดีชิงเด่น อยากมีชื่อเสียง ไร้มนุษยธรรม
  • รักสนุกไปวัน ๆ หนึ่ง ใช้เวลาอยู่กับการแสวงหาสิ่งลวงใจทางโลก เช่น เงินทอง วัตถุนิยมต่าง ๆ
  • ผู้ชายจะมีลักษณะเหมือนผู้หญิง และผู้หญิงจะมีลักษณะเหมือนผู้ชาย มีการรักร่วมเพศ
  • ใช้ชีวิตสนุกกับการเพลิดเพลินไปกับการทำความชั่ว และสิ่งไร้สาระ ปล่อยเวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ในขณะเดียวกันก็ไม่ให้เวลาการกับพระผู้เป็นเจ้า ละทิ้งละหมาด ไม่สนใจต่อการขอดุอาอฺ (วิงวอน) พวกเขาจึงยึดถือพระเจ้าแต่เพียงเปลือกนอก เปรียบเสมือนคนหน้าซื่อใจคด พวกเขาล้างถ้วยชามแต่ภายนอก แต่ภายในเต็มไปด้วยความโลภและความชั่วช้า พวกเขาไม่เคยให้สิ่งที่อยู่ในถ้วยชามแก่ผู้ยากไร้ เด็กกำพร้า และหญิงหม้าย ถึงแม้ว่าพวกเขาจ่ายซะกาต (บริจาคทานภาคบังคับ) เต็มราคา แต่ก็ละเลยความยุติธรรม ละเลยต่อความรักที่มีในพระผู้เป็นเจ้า 
  • พวกเขาชอบนั่งที่ที่สำคัญที่สุดในมัสยิด และชอบให้ผู้คนมานับหน้าถือตา 
  • พวกเขาเชี่ยวชาญด้านหลักปฏิบัติต่าง ๆ แต่วางภาระหนักที่แบกไม่ไหวให้กับผู้คน ในการปฏิบัติตามทุกกระเบียดนิ้ว ส่วนตัวเขาเองแม้แต่นิ้ว ๆ เดียวก็ไม่ขยับช่วยเหลือพวกเขาเหล่านั้น
คนนับถือพระเจ้าแต่เปลือกนอกเหล่านี้ เป็นคนที่จิตใจต่ำทราม พวกเขาต่อต้านความจริง แม้แต่ความเชื่อของพวกเขาก็ไม่เป็นที่ยอมรับของผู้คน แต่พวกเขาจะไปได้ไม่ไกลเพราะความโง่เขลาของคนเหล่านี้จะปรากฏชัดแก่ทุก ๆ คน สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้ตาใจ (จิตวิญญาณ) ของเขามืดบอด จนมองไม่เห็นความจริงที่กำลังรอคอยพวกเขาอยู่  พวกเขามองเห็นความเท็จกลายเป็นความจริง สิ่งชั่วกลายเป็นสิ่งดี จนเขาไม่รู้ตัวว่า สิ่งที่เขาทำนั้นมันดีหรือไม่ดี!? และนี่แหละ คือสัญญาณการมาปรากฏกายของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) [1]

ดังนั้น หากเราไม่ต้องการให้สภาพเช่นนี้เกิดขึ้นในสังคม และกำลังโหยหา ร่ำร้อง รอคอยการมาปรากฏกายของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) เพื่อนำโลกนี้ให้กลับคืนสู่ความสงบสุขและสันติธรรม พวกเราทุกคนก็จะต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมที่จะรองรับการมาของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) อย่าปล่อยให้ตนเองต้องหลงไปปฏิบัติในพฤติกรรมเหล่านี้เลย 

โอ้ ผู้ที่กำลังรอคอยอิมามมะฮ์ดี (อ.) ทั้งหลายเอ๋ย!!  จงอ่าน ดุอาอ์ตะอ์ญีล ฟะร่อญะฮ์  [การขอให้อัลลอฮ์ (ซ.บ.)ทรงเร่ง] การปรากฏตัวของท่านอิมามะฮ์ดี (อ.)  เพื่อสนองต่อคำสั่งท่านเมาลาซอฮิบุซซะมาน (อ.ญ.) หรือท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า  [2]

اکثروا الدعا بتعجیل الفرج 

“ท่านทั้งหลายจงวิงวอนขอ (ดุอาอ์ต่ออัลลอฮ์ใน) การเร่งการคลี่คลายความทุกข์ยาก 
(และการปรากฏตัวของฉัน) ให้มาก ๆ”




------------------------
แปลและเรียบเรียง โดย ซะฮ์รอ นูรอัยนี จากเว็บไซด์  http://www.ahlulbait.org/
[2]  บทความเรื่อง อ่านดุอาอ์ฟะร่อญะฮ์พร้อมกัน (ค่ำคืนนิสฟูชะอ์บาน ปี 2012) 
จากเว็บไซด์ http://www.sahibzaman.com/

วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

อิสลามในยุคสุดท้ายก่อนอิมามมะฮ์ดี (อ.) จะมาปรากฏกาย

ในบทนี้ จะเป็นการอธิบายให้เห็นถึง สภาพต่าง ๆ ทางด้านศาสนา ในช่วงยุคสุดท้ายก่อนการมาปรากฏกายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) สำหรับผู้ที่ได้เคยอ่านริวายะฮ์หรือคำรายงานฮะดีษต่าง ๆ เกี่ยวกับสัญญาณในการมาปรากฏกายของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ก็คงจะเป็นที่เข้าใจกันดีจากรายงานว่า ในระหว่างวันเหล่านั้น “อิสลามและอัลกุรอ่าน จะคงเหลือแต่ในนามเท่านั้น”

ในขณะเดียวกัน มุสลิมก็จะเป็นมุสลิมแค่เพียงผิวเผินเท่านั้น และมัสยิดก็จะไม่เป็นศูนย์กลางแห่งการนำทาง หรือเป็นที่ว่ากล่าวตักเตือนคนให้เป็นคนดีอีกต่อไป ในเวลานั้น “ผู้รู้” หรือผู้นำศาสนาส่วนมาก จะเป็น “ผู้รู้ที่ชั่วร้ายที่สุดบนหน้าแผ่นดิน” และเช่นเดียวกัน “ศาสนาก็จะถูกซื้อขายกันในราคาแบบย่อมเยา”  และและสรุปยอดด้วยราคาที่ด้อยค่าที่สุด

อิสลาม และมุสลิม

คำว่า “อิสลาม” หมายถึง การยอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า และต่อพระบัญชาของพระองค์   อิสลามเป็นศาสนาที่เยี่ยมยอดที่สุด และเป็นศาสนาที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งค้ำประกันการมีความสุขของมนุษยชาติในโลกนี้และโลกหน้า อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มีค่ายิ่งในการนับถือศาสนา ก็คือ การน้อมนำไปปฏิบัติให้เกิดภาคผล ตามที่กฎเกณฑ์แห่งอิสลามและคัมภีร์อัลกุรอานได้กำหนดไว้

มื่อเวลาสิ้นยุคแห่งอิสลาม  ทุกสิ่งทุกอย่างจะตรงกันข้าม
ถ้าจะกล่าวอีกคำหนึ่งก็คือ “ไม่มีอิสลามหลงเหลืออยู่เลย 
แต่อิสลามจะเหลือแค่ชื่อเท่านั้น” อัลกุรอานจะถูกนำออกมาเสนอในสังคม แต่ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย ยกเว้นโองการต่าง ๆ ที่ได้เขียนไว้ในหน้าเหล่านั้น “มุสลิมจะเป็นมุสลิมแค่เพียงในนามเท่านั้น และไม่พบรูปลักษณ์ของอิสลามหลงเหลืออยู่เลย”

ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) กล่าวว่า  : “เมื่อเวลานั้นผ่านมา ประชาชาติของฉัน (มุสลิม) ที่ไม่มีความเป็นอิสลามหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงแค่ในนามเท่านั้น ไม่เห็นแม้แต่ร่องรอยของอัลกุรอาน แต่จะมีแค่รูปแบบ และภาพร่างของมันเท่านั้น  และมุสลิมจะถูกเรียกว่าเป็นมุสลิมแต่เพียงในนามเท่านั้น แต่ในจำนวนผู้คนทั้งมวล  คนเหล่านั้นจะเป็นคนแปลกหน้าต่ออิสลาม”

อิมาม ญะอ์ฟัร ซอดิก (อ.) กล่าวว่า  : “เวลานั้นจะผ่านมาในไม่ช้า เมื่อผู้คนไม่รู้จักพระเจ้า และไม่รู้ความหมายของการเชื่อว่า มีพระเจ้าองค์เดียว  เมื่อถึงเวลานั้น 'ดัจญาล'  จะมาปรากฏ

มัสยิด

มัสยิดเป็นสถานที่นมัสการพระเจ้า สั่งสอนเรื่องศาสนา เป็นทางนำ และสถานให้ที่ความรู้แก่ผู้คนในยุคแรก ๆ ของอิสลาม   มัสยิดมีความสำคัญถึงขนาดทำให้การบริหารงานต่าง ๆ สามารถทำสำเร็จลงได้ในมัสยิด ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนงาน เพื่อทำการต่อสู้ในหนทางของพระผู้เป็นเจ้า  มนุษย์สามารถสำนึกถึงการขึ้นเมี๊ยะรอจญ์ทางจิตวิญญาณได้จากมัสยิด

แต่เมื่อยุคสุดท้ายมาถึง  มัสยิดจะสูญเสียความสำคัญ แทนที่จะเป็นศูนย์กลางการสอนศาสนา การเผยแพร่ และการให้ความรู้  มัสยิดกลับเพิ่มขึ้นแต่จำนวน ความแวววาว และความโอ่อ่าเท่านั้น และจะยังคงเป็นเช่นนั้น แม้ว่ามันจะถูกตัดขาดจากผู้ศรัทธาก็ตาม


ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า :  "ในเวลานั้น มัสยิดต่าง ๆ จะดูงดงาม และเจริญรุ่งเรือง แต่มันจะปราศจากทางนำ และการให้ความรู้โดยสิ้นเชิง"

ความเลวทรามของนักนิติศาสตร์อิสลาม หรือฟุกอฮาอ์

นักวิชาการ และอุลามาอ์ของอิสลาม เป็นผู้ปกป้องศาสนาของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก ทางนำและการรู้แจ้งเห็นจริงของผู้คนนั้นขึ้นอยู่กับพวกเขา ด้วยความอดทนต่อความยากลำบากอย่างแสนสาหัส   พวกเขาได้พิจารณาเหตุผลด้านความสำคัญของศาสนาจากรากฐานของศาสนา และนำเสนอต่อผู้คน  แต่ทว่าในวาระสุดท้าย  ไม่ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนไปอย่างไร?  “อุลามาอ์ในวันนั้นจะเป็นอุลามาอ์ที่เลวร้ายที่สุด”

เพื่อยืนยันเรื่องนี้ ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ มุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้กล่าวไว้ว่า  “นักนิติศาสตร์ (ฟุกอฮาอ์) ในวันนั้น จะเป็นนักนิติศาสตร์ที่เลวร้ายที่สุด ภายใต้ฟ้าสวรรค์ พวกเขาจะเป็นผู้ริเริ่ม การปลุกระดมฝูงชนให้ต่อต้านรัฐบาล และทำให้เกิดความสับสนอลหม่าน และสิ่งเหล่านี้ก็จะกลับไปยังพวกเขา”

บางทีพวกเขาอาจจะกล่าวพาดพิงถึงนักวิชาการศาลที่เข้าร่วมด้วย ซึ่งเป็นผู้พิพากษาอาชญากรรมของกษัตริย์ผู้ปกครองแบบเผด็จการ และผู้ปกครองที่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง มันให้ข้อมูลที่บิดเบือนเกี่ยวกับอิสลามแก่ผู้นำเหล่านั้น และยังมีผู้ที่พร้อมจะประนีประนอมกับผู้กระทำผิด และอาชญากรทุกคนร่วมอยู่ด้วย  เช่น นักเทศวะฮาบีย์ จากการจ่ายเงินเดือนของกษัตริย์ต่าง ๆ ที่อ้างว่า การต่อสู้เพื่อต่อต้านอเมริกา และอิสราเอลไม่ชอบด้วยกฎหมาย   และคนเหล่านั้นที่ไม่ได้ประกาศการต่อต้านอาชญากรรมของอิสราเอล และพิพากษาอาชญากรรมของวะฮาบีย์ ที่ได้สังหารผู้เดินทางไปแสวงบุญที่วิหารของพระเจ้า โดยการอ้างโองการต่าง ๆ ในอัลกุรอ่านและอัลฮะดิษ (รายงาน)

และแน่นอน พวกเขาเหล่านั้นจะต้องถูกกล่าวว่า เป็นฟุกอฮาอ์ที่เลวที่สุด เพราะจากผู้ใดเล่าที่ทำให้เกิดการปลุกระดม และจากผู้ใดเล่าที่การปลุกระดมจะมาถึง

เกิดการละทิ้งศาสนา

การละทิ้งศาสนาเป็นอีกสัญญานหนึ่งที่จะบ่งบอกถึงยุคสุดท้าย วันหนึ่งอิมามฮูเซ็น (อ.) มาหา
ผู้ปกครองแห่งความสัตย์ซื่อ อิมามอะลี (อ.) ในขณะที่รอบ ๆ ท่านรายล้อมไปด้วยผู้คน

ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้กล่าวกับผู้คนเหล่านั้นว่า “ฮุเซนเป็นหัวหน้าของพวกท่าน เพราะท่านศาสดา
มุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้เรียกท่านว่า ซัยยิด (เจ้านาย) และหัวหน้าจากท่ามกลางลูกหลานของฮูเซน และ
จะมีชายผู้หนึ่งมาปรากฏ ชายผู้นั้นจะมีลักษณะภายนอก และคุณลักษณะเหมือนฉัน ท่านจะทำให้โลกเต็มด้วยความยุติธรรม และความเท่าเทียมกัน  เหมือนกับตอนนี้ที่มันเต็มไปด้วยความอยุติธรรม และการกดขี่ข่มเหง


มีคนถามว่า “แล้วการมาปรากฏนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่?” ท่านอิมาม (อ.) กล่าวว่า “มันจะเกิดขึ้นต่อเมื่อพวกท่านละทิ้งศาสนา  เฉกเช่นกริยาท่าทางของภรรยาที่กำลังเปลื้องผ้าออกต่อหน้าสามี
ของนาง”

การขายศาสนา

ถ้าชีวิตของคนกำลังตกอยู่ในอันตราย เขาก็เหมือนกับถูกบีบบังคับให้เสียสละทรัพย์สมบัติ เพื่อเอาชีวิตรอด  และถ้าศาสนาของเขาตกอยู่ในอันตราย ถึงกระนั้นเขาก็ต้องเสียสละชีวิตของเขาเพื่อศาสนา  แต่ในยุคสุดท้าย..   ศาสนาจะถูกขายในราคาที่ด้อยค่าที่สุด และคนเหล่านั้นที่บอกว่า เป็นผู้เชื่อในตอนเช้า ในตอนบ่ายเขาจะกลายเป็นคนนอกศาสนา

เพื่อยืนยันเรื่องนี้ ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า :  "ความวิบัติจงเกิดแก่ชาวอาหรับ เพราะมารร้ายได้เข้าไปหาเขา เพื่อปลุกระดม เหมือนเป็นคืนที่มืดทึบ และมืดมัว ในตอนเช้ามนุษย์จะเป็นผู้ศรัทธา  และเป็นคนนอกศาสนาในเวลาที่ตะวันตกดิน กลุ่มผู้คนจะขายศาสนาของพวกเขาเพื่อเห็นแก่ผลประโยชน์เพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ  และพวกเขาจะขายในราคาที่ด้อยค่าที่สุด  ในเวลานั้นผู้ที่คิดว่าตัวเองภักดีต่อศาสนาอย่างมั่นคง จะเป็นเหมือนผู้ที่กำลังหยิบถ่านซึ่งยังไม่มอดออกจากไฟ หรือเป็นเหมือนผู้ที่กำลังขย่ำหนามไว้ในมือ"

-------------------------
แปลและเรียบเรียงโดย :  ซะฮ์รอ นูรอัยนีย์  จากเว็บไซด์ http://www.ahlulbail.org

อะไรคือภารกิจหลักของมวลมหาศรัทธาชน

"การดำเนินชีวิตตามวิถีทางแห่งอิสลาม คือภารกิจหลักมวลมหาศรัทธาชน"

ณ เวลานี้ โลกค่อย ๆ พัฒนาเข้าสู่การเรียกหาอิสลามทีละนิด ๆ โลกกำลังเบื่อกับการเมืองการปกครองทุกระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบทุนนิยม บริโภคนิยม ประชาธิปไตย ฯลฯ ก็ตาม

คนที่รู้สึกว่างเปล่ากำลังค้นพบตัวเอง  การดำเนินชีวิตที่อยู่ภายใต้การปกครองในระบอบต่าง ๆ กำลังจะไปถึงทางตัน  และทุกคนจะเริ่มหันหน้าเข้าหาอิสลาม ซึ่งเป็นระบอบแห่งพระผู้เป็นเจ้า ดังนั้น มวลมหาศรัทธาชนทุกคน จึงมีหน้าที่ต้องนำเสนอจริยธรรมที่ดีเลิศและประเสริฐแห่งอิสลามให้กับมวลมนุษยชาติ พวกเขาจะต้องเป็นผู้ให้คำตอบ เช่นว่า.. ทำไมอิสลามสอนให้สตรีรักนวลสงวลตัว ต้องคลุมฮิญาบ ต้องมีความเมตตา ต้องเสียสละ ต้องต่อสู้กับผู้กดขี่ ต้องช่วยเหลือคนอื่น ห้ามกินดอกเบี้ย ฯลฯ


ที่สำคัญต้องเป็นคำตอบที่มีวิทยปัญญาอย่างสมบูรณ์ และคนที่สามารถจะตอบปัญหาต่าง ๆได้อย่างมีวิทยปัญญา คือคนที่เข้าใจและปฏิบัติสิ่งนั้นด้วยตัวเองแล้วเท่านั้น  คนที่เรียนรู้มากแต่หากขาดการปฏิบัติ เขาจะเลวร้ายยิ่งกว่าคนที่ไม่ได้เรียนรู้  หลายคนคงจะมองว่าภาระกิจทางศาสนานั้น เป็นหน้าที่ของนักการศาสนาหรือผู้รู้   ในขณะที่อิสลามถือว่า "ภารกิจทางศาสนาอยู่กับทุกคน ตามมาตรฐานของความรู้และความสามารถ"

ตราบใดก็ตามที่มุสลิมยังไม่มีวิถีการดำเนินชีวิตตามวีถีแห่งอิสลาม มัวแต่มีวิถีชีวิตตามวิถีแห่งตะวันตก หรืออื่น ๆ มวลมนุษยชาติก็ไม่สามารถรู้จักอิสลามได้  อิมามมะฮ์ดี (อ.) ก็ไม่สามารถปฏิวัติโลกได้ เพราะประชาชาติของท่านยังไม่พร้อม

การปฏิวัติโลกของอิมามมะฮ์ดี (อ.) ไม่ใช่หมายถึงการลุกขึ้นมาจับดาบ จับปืนออกไปทำสงคราม แต่อิมามมะฮ์ดี (อ.) มาปฏิวัติโลกด้วยความเมตตา


ถึงเวลาแล้วรึยัง?.. ที่เราจะหันหน้าเข้าหาอิสลามอย่างจริงจัง ศึกษาหาความรู้ให้เข้าใจในหลักการของอิสลามอย่างถูกต้อง แล้วน้อมนำสิ่งเหล่าไปสู่การปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี สังคมทีดี ประชาชาติที่ดี เพื่อเตรียมพร้อมสู่การมาปรากฏกายของท่าน
อิมามมะฮ์ดี (อ.)

#สุนทรวลี ซัยยิดสุไลมาน ฮูซัยนี

วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านสู่ปฐมบทแห่งการปรากฏกายของ อิมามมะฮ์ดี (อ)

การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน คือปฐมบทการปรากฏกายของท่านอิมามมะฮฺดี (อ)

การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน โดยการนำของท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) ผ่านไปเป็นเวลา 35 ปีแล้ว แต่การปฏิวัตินี้ก็ยังคงยืนอยู่อย่างสง่าผ่าเผย ท่ามกลางการต่อต้าน รุกราน คว่ำบาตร (sanction) บ่อนทำลายของศัตรูทั้งภายนอก และภายในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา  ทว่านับวันการปฏิวัติอิสลามนี้ยิ่งกล้าแกร่ง เข้มแข็ง สามารถพัฒนาตนเองไปสู่ความก้าวหน้าในทุกๆ ด้าน ทั้งทางเทคโนโลยี การเมือง เศรษฐกิจ ฯลฯ

การปฏิวัติอิสลามในประเทศอิหร่าน ถือเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์โลก สำหรับมวลมุสลิมและมวลมนุษยชาติ  เหตุผลที่การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านโดยการนำของท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) ที่ได้รับชัยชนะ และยิ่งใหญ่จนกระทั่งทุกวันนี้สามารถสรุป ได้ดังนี้

1. การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน เป็นการปฏิวัติเพื่อพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว
การลุกขึ้นต่อสู้ของอิมามโคมัยนี (รฎ.) มิได้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ ทรัพย์สินเงินทอง และตำแหน่ง ฯลฯ นอกจากความพึงพอพระทัยของพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น  ดังตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ เช่น เมื่อการปฏิวัติได้รับชัยชนะ กษัตริย์ชาฮ์ถูกขับไล่ออกจากอิหร่าน ท่านถูกเชิญให้ไปอยู่ในวังอันรโหฐานของกษัตริย์ชาฮ์ ในฐานะประมุขสูงสุดของประเทศอิหร่าน แต่ท่านปฏิเสธคำเชิญนั้น และได้ใช้ชีวิตในบ้านเล็กๆ หลังหนึ่งใกล้กับสถานที่ปฏิบัติศาสนกิจจนลมหายใจสุดท้ายของท่าน

2. การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน เป็นการปฏิวัติแห่งศรัทธา

ประชาชาติอิหร่านทั้งหมดมองเห็นการเป็นชะฮาดัต (พลีชีพในหนทางของพระผู้เป็นเจ้า) ว่าเป็นความสำเร็จที่รุ่งโรจน์  พวกเขาหลุดพ้นจากพันธนาการต่างๆ ทางโลก และต่อสู้กับรถถัง กับระเบิดนานาชนิด และพวกเขาก็ได้มีชัยเหนือพลทหารของมาร และผู้ปกครองเผด็จการในที่สุด

3. การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน คือการลุกขึ้นต่อสู้กับผู้กดขี่ และผู้บ่อนทำลาย

ท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) ผู้นำการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่  ได้กล่าวไว้ว่า "ภารกิจของพวกเราคือ ลุกขึ้นต่อสู้กับการกดขี่ทั้งหลาย เราจะทำสงครามกับผู้กดขี่ทั้งหลาย ถ้าหากเราปฏิบัติภารกิจนี้จนพวกเขาล่าถอยไป นั่นคือความสำเร็จ แต่ถ้าหากไม่ นั่นหมายความว่าเราได้ปฏิบัติภารกิจของเราอย่างสุดความสามารถแล้ว"

4. การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน คือปฐมบทการปรากฏกายของท่านอิมามมะฮฺดี (อ) 
การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน นำมาซึ่งการสถาปนารัฐบาลอิสลามอย่างสมบูรณ์แบบ ที่ได้นำบทบัญญัติต่างๆ ของพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานมาเป็นรัฐธรรมนูญในการปกครอง  และนำแบบฉบับต่างๆ ของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) มาเป็นวิถีการดำเนินชีวิตของประชาชาติภายใต้การปกครอง เพื่อรองรับการมาปรากฏกายของท่านอิมามมะฮฺดี (อ) 

ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นแค่เพียงปัจจัยเบื้องต้น ที่ทำให้การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านได้รับชัยชนะ  มีการปฏิวัติเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ แต่ถามว่าการปฏิวัติใดบ้างที่ยังคงเป็นอมตะจนถึงทุกวันนี้ ถ้าไม่ใช่การปฏิวัติอิสลามในอิหร่านของท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.)?




ภาพชาวอิหร่านนับล้าน ๆ คน ออกมาเดินขบวนเฉลิมฉลองครบรอบ 35 ปี
แห่งการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน และแสดงออกถึง
การต่อต้านนโยบายของสหรัฐอเมริกาที่ตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับอิหร่าน

‪#‎สุนทรวลี ซัยยิดสุไลมาน ฮูซัยนี

การเมืองการปกครองก่อนการปรากฏกายของอิมามมะฮ์ดี (อ.)

ในบทความนี้ได้รวบรวมฮะดีษจากริวายะฮ์ (คำรายงาน) ที่ได้กล่าวถึงสภาพการเมืองการปกครองของรัฐบาลต่าง ๆ ทั่วทุกมุมโลกว่า ที่มีสัญญาณหรือลักษณะต่าง ๆ บ่งชี้ให้เห็นว่า ใกล้ถึงเวลาแล้วที่ท่าน
อิมามมะฮ์ดี (อ.) จะมาปรากฏกาย (ซุฮูร) หลังจากที่เร้นกายเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน (ฆอยบะตุลกุบรอ)

1. สถานการณ์รัฐบาลต่าง ๆ ทั่วโลก : การปกครองของรัฐบาลจะเป็นแบบเผด็จการ ความอยุติธรรม คือโรคร้ายแรงที่สังคมมนุษย์จะต้องทนทุกข์ก่อนการมาปรากฏกายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) การกดขี่ข่มเหง และการลิดรอนสิทธิของประชาชนอย่างผิดกฎหมายจะปรากฏไปทั่ว

ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า :  "โลกจะเต็มไปด้วยความไม่ยุติธรรม และการกดขี่ ด้วยเหตุนี้จึงเกิดความกลัว และสงครามในทุกครัวเรือน"

อิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า :  "โลกจะเต็มไปด้วยการกดขี่ และความอธรรม ด้วยเหตุนี้จึงมีความกลัว และความเศร้าโศกเกิดขึ้นในทุกครัวเรือน"

อิมามมุฮัมมัด บากิร (อ.) กล่าวว่า :  "อิมามมะฮ์ดี (อ.) จะไม่มาปรากฏกาย เว้นเสียแต่ว่าโลกจะเต็มด้วยความกลัว และความเลวร้ายที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงเสียก่อน"


อิมามมุฮัมมัด บากิร (อ.) กล่าวว่า :  "อิมามมะฮ์ดี (อ.) จะมาปรากฏกาย ในเวลาที่ตำแหน่งผู้นำภายในจะอยู่ในมือของผู้กดขี่ข่มเหง"

อิบนุ อุมัร กล่าวว่า :  "(เมื่อถึงเวลาสุดท้าย) ชนชั้นสูงจะมีทรัพย์สมบัติมากมาย และเด็ก ๆ จะร้องขอความตาย เนื่องจากการทรมาน และการทนทุกข์ที่พวกเขาได้รับจากผู้ปกครองของเขา"

ผู้ร่วมอุดมการณ์ของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) จะทุกข์ทรมาน ไม่ใช่เนื่องมาจากการรุกราน และการรุกล้ำของอำนาจต่างชาติอย่างเดียวเท่านั้น แต่เนื่องจากการกดขี่ข่มเหง และความเห็นแก่ตัวของรัฐบาลของเขาเองด้วย ในรูปแบบที่แม้แต่แผ่นดินโลกที่ไม่สามารถต้านทานการขยายของมัน ก็ยังดูเล็กลงสำหรับพวกเขา  แทนที่ผู้คนจะรู้สึกสัมผัสได้ถึงอิสรภาพ เขากลับรู้สึกว่ากำลังถูกจองจำ แม้แต่ในโลกมุสลิมขณะนี้ ยังมีผู้นำมุสลิมอีกหลาย ๆ คนในประเทศมุสลิม ที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่ออิสลาม 
และชาวมุสลิมก็เป็นเหมือนคนแปลกหน้าสำหรับพวกเขา

ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า :   "ในเวลาสุดท้าย ภัยพิบัติอันยิ่งใหญ่ ที่ร้ายแรงขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อน จะประสบกับประชาชาติของเรา ในรูปแบบที่ดูเหมือนว่าความกว้างขวางของโลกจะดูแคบลงสำหรับพวกเขา โลกจะเต็มไปด้วยความอยุติธรรมและอำนาจเผด็จจการ ถึงขนาดที่ผู้ศรัทธาจะไม่สามารถหาที่หลบภัยเพื่อเป็นที่พักพิงได้อีก
ต่อไป"  (อัลฮะกิม มุสตัดร๊อก เล่ม 4 หน้า 465)

โดยในบางรายงานได้เน้นย้ำถึง ความสัมพันธ์ของมุสลิมกับผู้นำที่เห็นแก่ตัวเหล่านั้น และหลังจากการครอบครองของผู้ปกครองแบบกดขี่ข่มเหงสิ้นสุดลง สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวนำไปสู่ข่าวดีในการมาปรากฏกายของผู้ช่วยให้รอดของสากลโลก รายงานทั้งหมดนี้ได้กล่าวถึง ยุคสมัยการปกครองของรัฐบาลสามประเภท ที่จะปรากฏออกมาหลังจากท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) เสียชีวิตลง
รัฐบาลสามประเภทดังกล่าว คือ

       1) ยุคการปกครองของคอลิฟะห์
       2) ยุคการครอบครองของสหรัฐอาหรับ และอาณาจักร
       3) ยุคสุดท้าย คือ ยุคของผู้ปกครองแบบเผด็จการ

ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) กล่าวว่า :  "หลังจากฉัน คอลิฟะห์จะขึ้นมาปกครอง หลังจาก
คอลีฟะห์ผู้นำสหรัฐอาหรับจะปกครอง หลังจากนั้นก็เป็นกษัตริย์ และหลังจากพวกเขาก็จะเป็นผู้นำแบบเผด็จการและกดขี่ข่มเหง หลังจากนั้นอิมามมะฮ์ดี (อ.) ก็จะมาปรากฏกาย" (อัลมุอ์ญัม กะบีร เล่ม 22 หน้า 375)

2. สภาพการรวมตัวกันของหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ : หน่วยงานต่าง ๆ ของแต่ละรัฐจะถูกตั้งขึ้นมาโดยผู้ทรยศ โดยการละเมิด และโดยการกดขี่ข่มเหงของแต่ละคน

ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า :  “เวลานั้นจะมาถึง ก็ต่อเมื่อผู้ปกครองกลายเป็นผู้กดขี่ข่มเหง ผู้บังคับบัญชากลายเป็นผู้ทรยศหักหลัง ผู้พิพากษากลายเป็นผู้ละเมิดสิทธิ และเมื่อรัฐมนตรีกลายเป็นผู้ปกครองแบบเผด็จการ"

3. อิทธิพลของผู้หญิงในการปกครองของรัฐบาลต่าง ๆ : การปกครองและการมีอิทธิพลของสตรีทั้งหลาย ซึ่งจะเป็นผู้ที่เข้ามามีส่วนในการปกครองเหนือประชาชนโดยตรง หรืออาจจะอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของผู้ปกครอง หรืออยู่ภายใต้การครอบงำของผู้ปกครองแบบเผด็จการเหล่านั้น และผู้หญิงจะเข้ามาอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของพวกเขาในหลาย ๆ สาขางาน


ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้กล่าวว่า :  “เวลานั้นจะมาถึง ก็ต่อเมื่อมีการคอรัปชั่น และการล่วงประเวณีเกิดขึ้นกับแต่ละคน จะอยู่ในลักษณะพฤติกรรมแบบยั่วยวน บวกกับความเอื้ออารี และความชั่วช้าเลวทรามทำให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง  และสถานภาพต่าง ๆ ในขณะที่ผู้ชอบธรรมกลับกลายเป็นคนอ่อนแอ”

มีผู้หนึ่งได้ถามท่านอิมามอะลี (อ.) ว่า “เมื่อไหร่เล่าที่ ช่วงเวลานี้จะผ่านมา และก็ผ่านไป?”
ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้ตอบว่า :  “เวลานั้นจะมาถึงเมื่อผู้หญิง และผู้หญิงที่ถูกใช้งานเยี่ยงทาส จะเข้ามามีส่วนรับผิดชอบในงานเพื่อประชาชน และคนหนุ่มสาวจะกลายมาเป็นผู้มีอำนาจในการปกครอง”

4. การปกครองของคนหนุ่มสาว : โดยปกติผู้ที่จะเข้ามาปกครองประเทศจะต้องเป็นผู้จัดการงานที่ดี และเพียบพร้อมด้วยประสบการณ์ เพื่อประชาชนจะได้อยู่กันอย่างสะดวกสบาย  แต่ถ้ามีตัวแทนบางคนในบรรดาคนหนุ่มทั้งหลาย หรือในบรรดาคนอ่อนปัญญา มีการเล่นชู้ เขาเหล่านั้นควรจะแสวงหาที่พักพิงในพระเจ้า เพื่อให้รอดพ้นจากมารร้ายแห่งการปลุกปั่น (ฟิตนะห์) ที่จะกำลังจะเกิดขึ้น

ในประเด็นข้างต้น เพียงพอที่จะอ้างถึงรายงานแค่สองข้อ ดังนี้คือ
ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) กล่าวว่า :  “จงแสวงหาที่พักพิงในพระเจ้าในเจ็ดปีแรก และในเวลาที่คนหนุ่มสาวขึ้นปกครอง” 

ซัยยิด อิบนุ มุซัยยิบ กล่าวว่า :  “การปลุกปั่น (ฟิตนะห์) จะผ่านมา และก็ผ่านไป แต่มันจะเริ่มต้นด้วยเกมของคนหนุ่มสาว”

5. ความไม่มั่นคงของรัฐบาลต่าง ๆ ในช่วงเวลาสุดท้าย
 : รัฐบาลต่าง ๆ จะมีความยุ่งเหยิง และบางครั้งรัฐบาลจะแสร้งทำเป็นรับตำแหน่งในระหว่างวัน แต่จะออกจากตำแหน่งเมื่อดวงอาทิตย์ตกดิน ในเวลานั้นดาบที่อยู่ในปลอก และดาบที่ไม่มีปลอกจะถูกสลับกันใช้  ในขณะที่สงครามกำลังลุกเป็นไฟ รัฐบาลจะแสร้งทำเป็นรับตำแหน่งในระหว่างวัน แต่จะถูกปลดและไล่ออกออกจากตำแหน่งด้วยการหลั่งเลือด เมื่อวันนั้นได้สิ้นสุดลง

อิมามญะอ์ฟัร ศอดิก (อ.) ได้กล่าวว่า :  “ท่านจะเป็นอย่างไร หากเวลานั้นมาถึง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีอิมาม เป็นผู้นำทางท่านแล้ว ท่านจะยังคงอยู่โดยไม่มีความรู้ และไม่มีการเรียนรู้ และอวดตัวซึ่งกันและกันกระนั้นหรือ? (จะถึงเวลาหนึ่ง) ที่ท่านจะถูกทดลอง คนดี และคนเลวจากบรรดาพวกท่านจะถูกแยกออกจากกัน เหมือนชาวนาแยกแกลบออกจากข้าวเปลือก"

6. ความอ่อนแอของอำนาจในการบริหารประเทศ : ก่อนวันแห่งการปรากฏกายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) รัฐบาลต่าง ๆ ที่มีความเข้มแข็งจะอ่อนแอลง ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมทางสำหรับผู้คนทั่วทั้งโลก ในการยอมรับการปกครองโลกของอิมามมะฮ์ดี (อ.)

อิมามญะอ์ฟัร ศอดิก (อ.) ได้กล่าวเกี่ยวกับโองการที่ว่า...
“จนกระทั่งเมื่อพวกเขาได้เห็นสิ่งที่พวกเขาถูกสัญญาไว้  แล้วพวกเขาก็จะได้รู้ว่าใครเป็นผู้อ่อนแอยิ่งในการเป็นผู้ช่วยเหลือ และมีจำนวนน้อยกว่า”  (บทอัลญิน โองการที่ 24)

คำว่า “สัญญา” ในโองการข้างต้น ได้กล่าวถึงท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) บรรดาสหาย ผู้สนับสนุน และศัตรูของท่านอิมาม ซึ่งในเวลานั้นเมื่อถึงเวลาที่ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) มาปรากฏกาย ศัตรูของท่านจะอ่อนแอมากที่สุดในบรรดาศัตรูทั้งหลาย และจะมีกองกำลัง และอาวุธยุทโธปกรณ์น้อยที่สุด [1]

จากรายงานฮะดิษต่าง ๆ ที่ได้อ่านมาแล้วข้างต้น ท่านคงเห็นแล้วว่า เหตุการณ์หรือสถานการณ์ต่าง ๆ ในโลก หรือรอบ ๆ ตัวเรา หรือแม้แต่ประเทศไทยเรานั้น ก็มีส่วนที่ใกล้เคียงกับคำรายงานข้างต้นเป็นจำนวนมาก  และหนึ่งในสัญญาณการมาปรากฏกายของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ได้กล่าวถึง
ผู้ปกครองที่เป็นหญิง  ถ้าหากดูจากบันทึกประวัติศาสตร์หรือข้อมูลจากเว็บไซด์จะเห็นว่า โลกเรานี้เริ่มมีนายกรัฐมนตรีหญิง (ผู้มีอำนาจปกครอง) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1916 (ศตวรรษที่ 20) คนแรกคือ Sirimavo Bandaranaike นายกรัฐมนตรีหญิงของปากีสถาน และมาถึงประเทศไทย นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นคนที่ 52  และเมื่อย้อนไปดูบันทึกประวัติทางการเมืองของบรรดานายกรัฐมนตรีหญิง จะก็จะพบวีรกรรมที่มากมายของพวกนาง  จึงขอนำตัวอย่างผลงานมาให้ท่านรับชมในวิดิโอ


-----------------------

[1] บทความเรื่อง "สถานการณ์รัฐบาลต่างๆ ทั่วโลก ก่อนอิมามมะฮ์ดี (.) จะมาปรากฏกาย"  แปลและเรียบเรียงโดย ซะฮ์รอ นูรอัยนีย์  จากเว็บไซด์  http://www.ahlulbait.org/