วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2557

คุณลักษณะเฉพาะของสาวกผู้ใกล้ชิดอิมามมะฮ์ดี (อ.) ตามทัศนะของอัลกุรอาน

อัลกุรอาน เป็นคัมภีร์ที่บอกเรื่องราวการสร้างมนุษย์และการเป็นไปของสรรพสิ่งทั้งมวล ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับบรรดาสาวกผู้ใกล้ชิดของอิมามมะฮ์ดี (อ.) ซึ่งเป็นความหวังของการสรรค์สร้างอย่างที่สุด โดยอธิบายถึงเหตุการณ์และเรื่องราวต่าง ๆ ซึ่งบ่งชี้ถึงเหตุผลที่โลกนี้กำลังมุ่งไปสู่การต้อนรับผู้ที่จะมาทำการปฏิวัติ ไว้ในซูเราะฮ์ อัลมาอิดะฮ์ โองการที่ 54  ซึ่งเอกองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ทรงตรัสโดยตรงต่อบรรดาผู้ศรัทธาว่า :

โอ้บรรดาศรัทธาชนทั้งหลาย หากพวกเจ้าผินหลังให้แก่อิสลามในอนาคต พระองค์จะนำกลุ่มชนหนึ่งมาแทนที่พวกเจ้า ซึ่งพวกเขามีคุณลักษณะที่เหนือกว่า ดังต่อไปนี้
1. พระองค์อัลลอฮ์ ทรงรักพวกเขา และพวกเขารักพระองค์
2. พวกเขาจะอ่อนน้อมถ่อมตนต่อศรัทธาชน
3. จะแข็งกร้าวและไม่ยอมอ่อนข้อกับผู้ปฏิเสธและศัตรู
4. พวกเขาจะต่อสู้และทุ่มเทในหนทางของพระองค์อย่างไม่ย่อท้อ
5. และพวกเขาจะไม่เกรงกลัวการประณามใด ๆ ในการปฏิบัติภารกิจของผู้ที่ประณามทั้งหลาย

และนี่คือความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้า ที่ได้ทรงประทานให้แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ (เห็นสมควร) ความเกื้อกูลและความเมตตาของพระองค์นั้น แผ่ไพศาลยิ่ง และพระองค์ทรงรอบรู้เหนือทุกสรรพสิ่ง"



จากรายงานฮะดิษและรายละเอียดต่าง ๆ ของโองการนี้ พอสรุปความว่า : โองการนี้หมายถึง บรรดาสาวกของอิมามมะฮ์ดี (อ) ซึ่งพวกเขาจะยืนหยัดต่อสู้กับศัตรู และบรรดาผู้บิดพริ้วสัญญา อย่างไม่ย่อท้อ และพยายามที่จะจัดตั้งรัฐบาลอันทรงธรรมของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) เพื่อสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก

รายงานฮะดีษจากท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า “เจ้าของภารกิจ คือ อิมามมะฮ์ดี (อ.) ตามความหมายของโองการนี้ โดยท่านจะได้รับการสนับสนุนจากบรรดาสาวกที่มีคุณลักษณะ ดังต่อไปนี้ :-
1. ความรักของพวกเขามีต่อพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น พวกเขาจะไม่คิดและกระทำเพื่อสิ่งอื่นใด นอกจากเพื่อพระองค์เท่านั้น ในขณะเดียวกันพระองค์ฮัลลอฮ์ก็ทรงรักพวกเขา

แน่นอนที่สุด ขวัญและกำลังใจที่เข้มแข็งนี้มิอาจเกิดขึ้นได้ นอกจากด้วยความศรัทธาและการมอบหมายตนต่อพระองค์ และองค์ประกอบสำคัญ คือ ความกระตือรือร้นในการจาริกทางจิตวิญญาณ การควบคุมตนเอง และความยำเกรง สิ่งเหล่านี้จะมีบทบาทในการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างน่าอัศจรรย์

2. พวกเขาจะยึดเหนี่ยวต่อจริยธรรม เอกภาพ และความเป็นปึกแผ่นของบรรดาผู้ศรัทธา ถือว่าเป็นบทบาทที่สำคัญและชัดเจนมากต่อความก้าวหน้าของภารกิจ

3. พวกเขาซึ่งเป็นผู้ศรัทธาจะไม่มีการประนีประนอมต่อบรรดาผู้ไร้ศาสนา ไม่ว่าจะเป็นตะวันออกหรือตะวันตก ไม่มีความแตกต่างกันแต่อย่างใดสำหรับการประกาศตนและแสดงความเป็นศัตรู

4. พวกเขาต่อสู้อย่างไม่ลดละ ต่อผู้ปฏิเสธและศัตรูของอิสลาม

5. ประเด็นที่สำคัญที่สุด คือ ความเด็ดขาดและยืนหยัดอย่างสุภาพบุรุษของบรรดาผู้ศรัทธา (พวกเขา) จะไม่ทำเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของใคร และไม่มีการประจบสอพลอ พวกเขาจะไม่เกรงกลัวกลุ่มชนที่โฉดเขลาหรือสังคม ตลอดจนความวุ่นวายของผู้คนส่วนใหญ่ที่หลงทาง และการถูกประณาม หรือการถูกสบประมาทแต่อย่างใด พวกเขาจะเคลื่อนไหวไปบนแนวทางแห่งสัจธรรมอย่างมั่นคง   ดังนั้น สิ่งที่ไร้สาระและไม่มีเหตุผลจากกลุ่มทางซ้ายและขวา จะไม่มีผลอันใดต่อพวกเขา”

ประเด็นที่ควรพิจารณา ก็คือ ในช่วงแรกของโองการที่กล่าวว่า การไร้ศีลธรรม การบิดพริ้วสัญญา ที่กระทำกันโดยทั่วไป ไม่ได้เป็นสาเหตุทำให้พวกเขาอ่อนแอ พวกเขาไม่ได้ยึดถือเงื่อนไขของความยากลำบากมาเป็นบรรทัดฐาน พวกเขามีความหวังกับอนาคต เพราะพวกเขาจะสร้างอนาคต ดังนั้น ความขาดแคลนจะไม่มีผลอันใด และจะไม่อาจทำให้พวกเขาสั่นคลอนได้

ในบรรดาคุณลักษณะเฉพาะเหล่านี้ ถือว่าคุณลักษณะในข้อ 5 เป็นข้อที่สำคัญที่สุด ถึงแม้ว่าทุกข้อจะมีความสำคัญพอ ๆ กันก็ตาม ดังตัวอย่างต่อไปนี้ :-

สาวกของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ท่านหนึ่ง คือ ท่านอบูซัร ฆอฟฟารี เป็นบุคคลที่มีความกล้าหาญเด็ดขาดบุคคลหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ จนกระทั่งได้รับฉายาว่า “ผู้ไม่เกรงกลัวการรุมประณามใด ๆ ในหนทางของพระองค์”  โดยตัวท่านเองกล่าวว่า “ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้สั่งเสียแก่ฉันว่า : อย่าได้เกรงกลัวกับความไร้เหตุผลของผู้ที่มีอำนาจ และคำสบประมาทของผู้กล่าวประณามทั้งหลาย

เมื่อครั้งที่ ฮะญัร บุตรของ อัดดี  นักต่อสู้ในหนทางของพระผู้เป็นเจ้า ได้ถูกทำชะฮีดพร้อมกับบรรดา
พวกพ้องของเขา ด้วยคำสั่งของมุอาวิยะฮ์  ท่านอิมามฮุซัยน์ (อ.) ผู้เป็นนักปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่บนหน้าประวัติศาสตร์ ก็ได้เขียนจดหมายประท้วงมุอาวิยะฮ์ฉบับหนึ่ง ซึ่งได้มีข้อความในจดหมายเขียนถึง
บุคลิกภาพของฮะญัร และสหายของเขา  มีใจความว่า : “เจ้าทำการประหัตประหารบุคคลกลุ่มหนึ่ง ซึ่งพวกเขาได้กระทำแต่ความดี และห่างไกลจากสิ่งชั่วร้าย มองเห็นบาปทั้งปวงนั้นเป็นเรื่องใหญ่ เป็นผู้ที่ไม่เกรงกลัวการรุมประณามใด ๆ ในหนทางของพระองค์ และบรรดาผู้ไม่เกรงกลัวการถูกประณามย่อมไม่อ่อนไหว”

ดังนั้น เมื่อประชาชนจำนวนมากตกอยู่ภายใต้การครอบงำของพวกโง่เขลาและไร้เหตุผล ผู้มีอำนาจทางสื่อมวลชน ซึ่งครอบคลุมทั้งโลกตะวันตกและตะวันออก และตัวเองต่างก็พ่ายแพ้  ทว่าหากพวกเขามีคุณลักษณะต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนที่จะตกอยู่ภายใต้การครอบงำทุกประเภท ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขากลับมั่นคงอยู่บนหนทางของตัวเองมากยิ่งขึ้น และนี่คือ คุณลักษณะของสาวกผู้ใกล้ชิดท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.)

---------------
Source : http://www.balaghah.net/nahj-htm/thi/id/maqalat/002/002.htm

วันอังคารที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2557

พื้นฐานความพร้อมในการปรากฏกายของอิมามมะฮ์ดี (อ.)

ในบทความที่ผ่านเราได้เรียนรู้ถึงสัญญาณต่าง ๆ ในการปรากฏกาย (ซุฮูร) ของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) 
ไปแล้ว ซึ่งสัญญาณเหล่านี้เป็นเพียงเครื่องบ่งชี้ (อะลาอิม) ที่แสดงให้เห็นว่า การปรากฏกายของอิมาม
มะฮ์ดี (อ.) ได้ใกล้เข้ามาแล้ว   เหตุการณ์หลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่างได้บ่งบ่อกถึงความความจำเป็นในการปรากฏกายของท่าน  แต่ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) จะมาปรากฏกายได้อย่างไรเล่า!! ในเมื่อสิ่งต่าง ๆ ที่จะเอื้ออำนวยให้การปฏิวัติโลกของท่านยังไม่พร้อม  ท่านอิมาม (อ.) จะทำเช่นไร? 
ในเมื่อท่านปราศจากผู้ช่วยเหลือ ?..!

ถึงแม้ว่าก่อนการมาปรากฏกายของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) โลกนี้จะเต็มไปด้วยการกดขี่และอยุติธรรม แต่นั่นก็มิได้หมายความว่า มนุษยชาติทั้งหมดเป็นเช่นนั้น ทว่าหนทางแห่งพระผู้เป็นเจ้าจะยังคงมีผู้ดำเนินรอยตามอยู่  และกลิ่นไอความหอมหวนของความดีงามและความประเสริฐ ยังคงกระจายอยู่บนพื้นที่
ต่าง ๆ ทั่วโลก  ดังนั้น การเชิญชวนผู้อื่นไปสู่ความดีงาม จึงเป็นภาระหน้าที่อันชัดแจ้งประการหนึ่งของบรรดาผู้รอคอย ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อการตอบรับการปรากฏกายของท่าน
อิมามมะฮ์ดี (อ.)   ด้วยเหตุนี้เอง พื้นฐานของความพร้อมและเงื่อนไข (ชะรออิฏ) ในการปรากฏกายของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) จึงมีความสำคัญมากกว่า เมื่อเทียบกับสัญญาณการปรากฏกาย

อะไรคือพื้นฐานความพร้อมของการปรากฏกาย

ปรากฏการณ์ทุกอย่างในโลกนี้จะเกิดขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของปฐมเหตุและเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เหมาะสม หากปราศจากปฐมเหตุก็เป็นไปไม่ได้ที่ปรากฏการณ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้น  ดั่งเช่นแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์สามารถให้ผลผลิตในการเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์ได้เป็นอย่างดีฉันใด แต่ถ้าหากขาดองค์ประกอบของน้ำและอากาศแล้วไซร้  พืชพันธุ์ทุกชนิดก็ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ฉันนั้น

ดังนั้น ทุก ๆ การปฏิวัติ หรือปรากฏการณ์ทางสังคม ก็ย่อมขึ้นอยู่กับปฐมเหตุและเงื่อนไขต่าง ๆ ของมัน  เช่นเดียวกับการปฏิวัติอิสลามของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ที่ประสบความสำเร็จได้ก็เนื่องมาจากมีความพร้อมขั้นพื้นฐานอยู่เป็นสำคัญ  การปฏิวัติโลกของอิมามมะฮ์ดี (อ.) ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวครั้งยิ่งใหญ่ของโลกก็จำเป็นต้องอยู่ภายใต้กฎพื้นฐานเหล่านี้เช่นกัน   แน่นอนถ้าปราศจากปฐมเหตุของความพร้อม และเงื่อนไข (ชะรออิฏ) ต่าง ๆ แล้ว การปฏิวัติของอิมามก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้

สาเหตุที่กล่าวมานี้ ต้องการจะชี้ให้เห็นว่า การปฏิวัติและการปกครองของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) มิได้อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ความสัมพันธ์ของโลก การสร้างสรรค์สังคมให้ดีงามของท่านมิได้ขึ้นอยู่กับอภินิหาร หรือดำเนินไปโดยปราศจากสาเหตุ และปัจจัยต่าง ๆ ที่ธรรมดาทั่วไป แต่ทว่าจากพื้นฐานทางวิชาการของอัล-กุรอานและบรรดามะอ์ซูม (อ.) ได้กล่าวว่า แบบแผนของพระผู้เป็นเจ้าจะถูกแสดงและดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติและเหตุผล หรือสาเหตุธรรมดาทั่วไปนั่นเอง

ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า “อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ไม่ทรงทำให้สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้น นอกเสียจากเป็นไปตามสาเหตุต่าง ๆ ของมัน” [1]

ท่านอิมามบากิร (อ.) ได้กล่าวกับบุคคลหนึ่งที่ถามว่า “ในวันที่อิมามมะฮ์ดี (อ.) ทำการปฏิวัติ 
ทุกสิ่งทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับความประสงค์ของท่านอิมาม (อ.) กระนั้นหรือ?”

อิมามตอบว่า “จะไม่เป็นเช่นนั้นอย่างเด็ดขาด ฉันขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ถ้าหากเป็นดังนั้น และกิจการงานต่าง ๆ เกิดขึ้นด้วยตัวเอง  แน่นอน มันคงเกิดขึ้นแล้วสำหรับท่านเราะซูล (ศ็อล ฯ) ”[2]

และที่กล่าวมานี้ มิได้หมายความว่า การปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ของอิมามมะฮ์ดี (อ.) จะไม่มีการช่วยเหลือโดยอำนาจเร้นลับหรืออำนาจจากฟากฟ้า เพียงแต่จุดประสงค์ที่ต้องการจะกล่าวถึง ก็คือ เคียงข้างกับการช่วยเหลือจากพระผู้เป็นเจ้า จะต้องมีปฐมเหตุความพร้อม ปัจจัยและเงื่อนไขต่าง ๆ ทั่วไปที่เป็นไปตามธรรมชาติของมันด้วย ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) จึงลุกขึ้นทำการปฏิวัติโลกได้สำเร็จ

ปฐมเหตุของความพร้อมต่าง ๆ ของการลุกขึ้นปฏิวัติโลกของอิมามมะฮ์ดี (อ.) 
มี 4 ประการ ดังนี้

1. แบบแผนและธรรมนูญการปกครองที่สมบูรณ์

ทุกขบวนการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น เพื่อการปฏิรูปและแก้ไขจัดการให้เกิดสภาพที่ดีงามขึ้นในสังคมนั้น จะต้องมีธรรมนูญและแบบแผนที่เหมาะสม อีกทั้งมีเนื้อหาที่ครอบคลุมอย่างสมบูรณ์ จึงจะสามารถทำให้บรรลุซึ่งอุดมคติและคุณค่าที่งดงามได้ การปฏิวัติโลกของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ก็เช่นเดียวกัน ย่อมจะมีสภาพเงื่อนไขเช่นเดียวกันนี้ 

พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่ ผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ โดยที่ไร้ขอบเขตจำกัดสำหรับพระองค์ พระองค์ทรงมีพระอัจฉริยภาพและความเข้าใจอย่างสมบูรณ์ ต่อสภาพการณ์และจิตวิญญาณของสิ่งถูกสร้างที่ประเสริฐที่สุดของพระองค์ (ซึ่งหมายถึงมนุษย์)  พระองค์ได้ทรงร่างแผนปฏิบัติที่มีความครอบคลุมอย่างสมบูรณ์และเหมาะสมไว้ให้แก่มนุษยชาติ ภายใต้ชื่อ “ศาสนาอิสลาม” และ “คัมภีร์อัลกุรอาน”  โดยทรงมอบให้แก่ศาสดาท่านสุดท้าย (คอตะมุนนะบียีน) ไว้แล้ว และจะถูกนำมาใช้ดำเนินการโดยวะซีย์ท่านสุดท้าย (คอตะมุนเอาซิยาอ์) ด้วยเช่นเดียวกัน  

ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้กล่าวในเรื่องนี้ว่า.. “แบบแผนของเขา คือแบบแผนของฉัน เขาจะทำให้ประชาชนยืนหยัดขึ้นบนการเชื่อฟังฉันและบนบทบัญญัติของฉัน และเขาจะเรียกร้องเชิญชวนพวกเขาไปสู่คัมภีร์ขององค์พระผู้อภิบาลของฉัน” [3]

2. ผู้นำการปฏิวัติ

ในทุก ๆ การปฏิวัติผู้นำถือเป็นปัจจัยแรกที่จำเป็นที่สุด และถ้าหากการปฏิวัตินั้น ๆ ยิ่งกว้างใหญ่มากเท่าไร  หรือว่ามีเป้าหมายที่สูงส่งยิ่งมากเท่าไร ก็ยิ่งจำเป็นที่ต้องมีผู้นำที่มีความสามารถให้เหมาะสมกับจุดประสงค์ดังกล่าวมากขึ้นเท่านั้น  ในหนทางการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ของโลกแห่งการกดขี่ข่มเหง  เพื่อการจัดระเบียบการปกครองด้วยความยุติธรรมและความเสมอภาคบนผืนดินนี้ จึงต้องมีผู้นำที่รอบรู้ มีความสามารถ มีความอ่อนโยน มีการบริหารที่ชอบธรรมและเด็ดขาด อันเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ขาดเสียมิได้ของการปฏิวัติ 


ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ซึ่งเป็นเชื้อสายของบรรดานบี เป็นผู้นำของการปฏิวัติอันยิ่งใหญ่ที่ยังคงมีชีวิตอยู่และพร้อมตลอดเวลา   ท่านเป็นผู้นำท่านเดียวที่มีความสัมพันธ์กับโลกเร้นลับ จึงมีความรอบรู้เกี่ยวกับสิ่งถูกสร้างทั้งหมด รวมทั้งความสัมพันธ์ที่มีอยู่ระหว่างมันอย่างสมบูรณ์ และเป็นบุคคลที่มีความเฉลียวฉลาดมากกว่ามนุษยชาติทั้งหลายในยุคสมัยของท่าน

ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) กล่าวว่า  “จงรู้ไว้เถิดว่า มะฮ์ดี (อ.) นั้นเป็นมรดกแห่งวิชาการทั้งหลาย และเป็นผู้ครอบคลุมความรู้สาขาต่าง ๆ เหล่านั้นทั้งหมด”[4]

ดังนั้น ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) จึงเป็นผู้นำผู้เดียวที่ไม่ได้อยู่ใต้กฎเกณฑ์และข้อผูกมัดของผู้ใด   นอกจากหัวใจที่อยู่กับความพึงพอพระทัยของพระผู้สร้างแต่ผู้เดียว  การปฏิวัติและการปกครองโลก ในแง่ของผู้นำและผู้ปกครองจึงต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสมและดีที่สุด

3. ผู้ช่วยเหลือ

การมีผู้ช่วยเหลือที่เหมาะสมและคู่ควร เพื่อเป็นแนวหลักในการลุกขึ้นปฏิวัติและการปฏิบัติงานต่าง ๆ ของการปกครองโลก ซึ่งเป็นที่กระจ่างชัดว่า เมื่อมีการปฏิวัติโลกดำเนินการโดยการเป็นผู้นำจากฟากฟ้า ก็จำเป็นต้องมีผู้ช่วยเหลือที่เหมาะสมและคู่ควร  มิใช่ว่าใครก็ตามที่ประกาศเป็นผู้ช่วยเหลือ แล้วเขาสามารถที่จะลงสู่สนามนั้นได้ โปรดทำความเข้าใจต่อเรื่องดังกล่าว ดังรายงานต่อไปนี้

บุคคลหนึ่งจากบรรดาชีอะฮ์ของอิมามซอดิก (อ.) นามว่า ซะฮล์ อิบนิ ฮะซัน คุรอซานี  ได้กล่าวกับท่าน
อิมามว่า “สิ่งใดเล่าที่เป็นสิ่งกีดขวางท่านจากยึดครองสิทธิโดยชอบธรรมของท่าน (การปกครอง) มาครอบครองทั้ง ๆ ที่ชีอะฮ์กว่าแสนคนพร้อมทำการรบเพื่อท่าน!”

ท่านอิมามซอดิก (อ.) จึงได้สั่งให้จุดไฟในเตาเผา จนไฟนั้นลุกโชติช่วง จึงกล่าวกับซะฮล์ว่า.. 
“โอ้ คุรอซานี จงลุกขึ้น และลงไปนั่งในเตาเผานั้น”  ซะฮล์ฉงนคิดว่าอิมามคงเกิดโทสะ จึงได้ขออภัยต่อท่านอิมามและกล่าวว่า “ขอท่านอภัยให้กับข้าพเจ้าด้วยเถิด อย่าลงโทษฉันด้วยไฟนั้นเลย!” ท่านอิมามกล่าวว่า “ฉันให้อภัย”   

ในขณะนั้นเอง ฮารูน มักกี ชีอะฮ์ผู้ซื่อสัตย์ของอิมาม (อ.) คนหนึ่งเดินเข้ามาและกล่าวสลามต่อท่าน 
ท่านอิมามซอดิก (อ.) ตอบรับสลามจากเขา และโดยไม่ได้บอกอะไรล่วงหน้า ท่านสั่งแก่เขาว่า..
“จงเข้าไปนั่งในเตาเผานั้น”  ฮารูน มักกี ปฏิบัติตามทันทีโดยไม่ได้สงสัยและไต่ไม่ถามสิ่งใดจากท่านอิมามเลย  

อิมามซอดิก (อ.) จึงหันกลับไปพูดคุยกับชายคุรอซานีเกี่ยวกับข่าวคราวของเมืองคุรอซานดั่งกับว่าท่านได้เห็นเหตุการณ์เหล่านั้นมาด้วยตัวเอง สักพักจึงกล่าวกับซะฮล์ว่า “จงลุกขึ้น โอ้ คุรอซานี จงมองไปในเตาเผานั้น” ซะฮล์ ลุกขึ้นและมองไปยังเตาเผาเห็นฮารูนนั่งคุกเข่าอยู่ท่ามกลางไฟที่ลุกโชติช่วง ขณะนั้นอิมาม(อ.) ถามเขาว่า “ในคุรอซานท่านรู้จักสักกี่คนที่เหมือนกับฮารูน!”  คุรอซานีกล่าวว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ (ซ.บ.) แม้คนเดียวที่เหมือนกับเขาฉันยังไม่รู้จักเลย” 

ท่านอิมาม (อ.) กล่าวว่า “จงรู้ไว้เถิดว่า เราจะไม่ลุกขึ้นปฏิวัติอย่างเด็ดขาดตราบใดที่เราหาผู้ช่วยเหลือและผู้ปกป้องได้ไม่ถึงห้าคน เรารู้ดีว่า เวลาไหนที่เป็นเวลาของการลุกขึ้นต่อสู้!”[5]


ด้วยเหตุนี้เอง ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) จึงต้องการผู้ช่วยเหลือในการยืนหยัดต่อสู้ร่วมกับท่าน บรรดาผู้ร่วมทางที่ทุ่มเทเสียสละและพลีอุทิศตน บรรดาผู้ช่วยเหลือที่มีความอดทนอดกลั้นต่อความทุกข์ยากและไม่ทอดทิ้งอิมาม (ผู้นำ) ของตน ไม่ว่าพวกเขาจะตกอยู่ในสภาพการณ์เช่นใด   ในทำนองเดียวกันนี้ เมื่อพิจารณาจากคำรายงานต่าง ๆ จึงเป็นที่ประจักษ์ชัดในประเด็นที่ว่า “การปราศจากผู้ร่วมทางและผู้ให้การช่วยเหลือนั้น จะเป็นสื่อที่ทำให้เกิดการเร้นกาย (ฆ็อยบะฮ์) และการมีผู้ร่วมทางและผู้ช่วยเหลือ ก็จะเป็นสื่อของการปรากฏกาย (ซุฮูร) เช่นเดียวกัน”

4. ความพร้อมของปวงชน

ในช่วงสมัยต่าง ๆ จากประวัติศาสตร์ก็ได้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนไม่มีความพร้อมขั้นพื้นฐานที่เพียงพอ ในอันที่พวกเขาจะใช้ประโยชน์ให้ดีที่สุดสำหรับการมีอยู่ของบรรดามะอ์ซูม (อ.)  พวกเขาไม่รู้คุณค่าถึงความประเสริฐในการปรากฏอยู่ของบรรดามะอ์ซูม (อ.) เลย  และพวกเขาไม่ได้ใช้ประโยชน์จากซัมซัมสายน้ำแห่งทางนำของอิมาม (อ.) ตามที่สมควรจะเป็น  ดังนั้น อัลลอฮฺ (ซ.บ.) จึงทรงทำให้บทพิสูจน์แห่งสัจธรรมท่านสุดท้ายของพระองค์ อยู่ในสภาวะเร้นกายจนถึงสมัยหนึ่งที่ปรากฏชัดว่า มีความพร้อมของประชาติในการต้อนรับท่านแล้ว และจะดับกระหายทุกคนด้วยตาน้ำแห่งวิชาการของพระผู้เป็นเจ้า

ดังนั้น การปรากฏความพร้อมของปวงชน จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญมากประการหนึ่งของการกลับมาขอ
อิมามมะฮ์ดี (อ.) ผู้ถูกสัญญา เพราะว่าด้วยกับการเกิดความพร้อมเท่านั้น ที่จะทำให้การเคลื่อนไหวเพื่อสร้างสรรค์สังคมให้ดีงามของท่านบรรลุสู่ความสำเร็จที่ดี  ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ประชาชนทุกชนชั้นจะมีความปรารถนาจากส่วนลึกในจิตใจของพวกเขา ต่อความยุติธรรมทางสังคม เสถียรภาพทางศีลธรรมและจริยธรรม และการพัฒนาการทางด้านจิตวิญญาณสู่ความสมบูรณ์  

ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ได้กล่าวว่า
“มาตรว่าผู้ดำเนินรอยตาม (ชีอะฮ์ของ) เรา   หากอัลลอฮ์ทรงประทานความสำเร็จ (เตาฟีก) แก่พวกเขาในการเชื่อฟังพระองค์ บนการประสานดวงใจกันในการรักษาคำมั่นสัญญา (ของพระองค์) ที่มีต่อพวกเขาแล้ว  แน่นอนยิ่ง ความสำเร็จในการได้พบเห็น (การปรากฏกาย) ของเรา ก็จะไม่ถูกทำให้ล่าช้าออกไปจากพวกเขา และแน่นอนยิ่งความโชคดี (ซะอาดะฮ์) ในการพบกับเราก็จะได้รับการรีบเร่ง” [6]

เมื่อพิจารณาถึงปฐมเหตุแห่งความพร้อมทั้ง 4 ประการนี้ จึงเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า สองเงื่อนไขแรก คือ แบบแผนและธรรมนูญการปกครอง อีกทั้งผู้นำนั้นมีพร้อมแล้ว  แต่ยังขาดสองประการหลัง คือ การมีผู้ช่วยเหลือ และความพร้อมของปวงมหาศรัทธาชน  ซึ่งทั้งสองประการนี้ก็ขึ้นอยู่กับความอุตสาห์พยายาม และการเคลื่อนไหวอย่างจริงจังของเราและของประชาชนโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาชีอะฮ์และผู้ที่เฝ้ารอคอยการมาของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.)

--------------------
แหล่งอ้างอิง :
[1] มีซานนุ้ลหิกมะฮ์ เล่มที่ 5 ฮะดีซที่ 8166
[2] ฆ็อยบะฮ์นุอมานี บาบที่ 15 ฮะดีซที่ 2
[3] กะมาลุดดีน เล่มที่ 2 หน้าที่ 39 ฮะดีษที่ 6
[4] นัจมุซากิบ หน้า193
[5] ซะฟีนะตุ้ลบิหาร เล่ม 8 หน้า 681
[6] อัลเอี๊ยะห์ติยาฎ เล่มที่ 2 หน้าที่ 60

สรุปมาจากบทความ :
1. เงื่อนไขและสัญญาณการปรากฏกายของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) : โดยทีมงาน Sahibzaman.com
2. พื้นฐานความพร้อมและสัญญาณต่าง ๆ ของการปรากฏกาย  : เว็บไซด์ http://www.islamshia-w.com

วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2557

ความสำคัญของมุสลิมในการเรียนรู้เรื่อง "มะฮ์ดะวียัต"

การนับถือศาสนาจะประสบความสำเร็จหรือไม่ประสบความสำเร็จนั้น ขึ้นอยู่กับการทำความเข้าใจใน
เรื่องมะฮ์ดะวียัต  นั่นก็คือ เรื่องราวแห่งการรู้จักท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) อย่างถ่องแท้และสมบูรณ์

ความเข้าใจอย่างถ่องแท้และสมบูรณ์ในเรื่องนี้เท่านั้น ที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จในการนับถือศาสนา และนำเราสู่ความสำเร็จในการเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง โดยทำให้เขาเหล่านั้นสามารถกำหนดบทบาท และ
วิถีชีวิตของตนเองได้อย่างถูกต้อง

ทำไมเนื้อหาเกี่ยวกับ "มะฮ์ดะวียัต" จึงเป็นเนื้อหาที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเราทุกๆ คน โดยเฉพาะบุคคลที่อยู่ในยุคสมัยนี้?

บทพิสูจน์อันหนึ่งได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้ ก็คือ ตัวบทฮะดิษ (คำรายงาน) จากท่านศาสดา
มูฮัมมัด (ศ็อลฯ) และเป็นฮะดิษที่ถูกยอมรับจากบรรดาอุลามาอ์ (นักวิชาการ) ทั้งสายซุนนี่และชีอะฮ์ 
โดยในสายรายงานของพี่น้องซุนนี่ เรารับเฉพาะแค่ตัวบทเท่านั้น ไม่รวมการอธิบายเนื้อหาที่บรรดา
อุลามาอ์ของพี่น้องซุนนี่ได้อธิบายไว้

ตัวบทของฮะดิษ :

مَنْ مَاتَ وَلَمْ يَعْرِفْ إِمَامَ زَمَانِهِ مَاتَ مَيْتَةً جَاهِلِية

“ใครก็ตามที่ได้ตายไป และเขาไม่รู้จักอิมาม (ผู้นำ) ในยุคสมัยของเขา (อิมามประจำยุคของเขา) การตายของเขานั้น คือการตายแบบ ญาฮิลียะฮ์ (การตายในสภาพญาฮิลียะฮ์)

อธิบายฮะดิษ

1.  คำว่า مَنْ   แปลว่า บุคคลใดก็ตาม ซึ่งในเบื้องต้น "บุคคลใดใดก็ตาม" ในที่นี้ หมายถึง มนุษย์ทั้งหมด แล้วค่อย ๆ มาคัดออก เหลือแค่มุสลิม  ดังนั้น مَنْ  ในที่นี้ คือ มุสลิมทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนไหนก็ตาม!!

มุสลิมคนไหนก็ตาม.. แปลว่าอะไร?  ความหมายก็คือ "ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมคนใด จะเป็นคนที่ปฏิบัตินมาซ หรือคนที่ไม่ปฏิบัตินมาซ จะเป็นคนที่ประกอบพิธีฮัจญ์ หรือไม่ไม่ประกอบพิธีฮัจญ์ หรือจะเป็นคนที่ปฏิบัตินมาซ ประกอบพิธีฮัจญ์ ถือศีลอด และประกอบคุณงามความดีต่าง ๆ อย่างมากมายก็จะรวมอยู่ในความหมายนี้ด้วย"

และไม่ว่ามุสลิมคนใด จะทำความดีสักขนาดไหน!! จะปฏิบัตินมาซมากสักเพียงใด จะปฏิบัตินมาซตั้งแต่เด็กจนถึงลมหายใจสุดท้าย จะไปมักกะฮ์ประกอบพิธีฮัจญ์ทุก ๆ ปี สามสิบครั้ง สี่สิบครั้ง หรือถือศีลอดมุสตะฮับ (ศีลอดที่สนับสนุนให้ปฏิบัติ) อย่างมากมาย และจ่ายซะกาตอย่างมากมาย หรือปฏิบัติความดีงามอื่นใด  เขาก็คือมุสลิมคนหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงในฮะดีษว่า "ใครก็ตาม หรือมุสลิมคนใดก็ตาม" (ดังนั้น ความหมายในฮะดีษนี้ จึงหมายถึงมุสลิมทุกคน ไม่ว่าเขาจะทำดีมากมายขนาดไหน?!)   แต่เมื่อเขาตายลง และเขาไม่รู้จักอิมามประจำยุคสมัยของเขา แน่นอนการตายของเขาเสมือนเป็นการตายเยี่ยง "ญาฮิลียะฮ์" เพราะเหตุว่า..เขาไม่รู้จักอิมามประจำยุคของเขานั่นเอง

การตายในสภาพญาฮิลียะฮ์คืออะไร??

การตายในสภาพญาฮิลียะฮ์ พวกเราในฐานะมุสลิมย่อมเป็นที่เข้าใจกันเป็นอย่างดีว่า การตายในสภาพเช่นนั้นคืออะไร? เหตุเพราะสภาพญาฮิลียะฮ์ ก็คือสภาพก่อนการมาปรากฏของอิสลาม สภาพที่ไม่ใช่มุสลิม ซึ่งจริง ๆ แล้วมันหนักกว่านั้นด้วยซ้ำไป เพราะยุคญาฮิลียะฮ์ เป็นยุคที่มนุษย์ไร้ซึ่งทุก ๆ ศาสนา

โดยเฉพาะชาวอาหรับ ในยุคก่อนการมาของอิสลาม
ยุคก่อนการมาของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ก่อนที่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) จะเผยแพร่อิสลามนั้น ชาวอาหรับอยู่ในยุคญาฮิลียะฮ์  เพราะในยุคนั้น พวกเขาไร้ซึ่งอารยะธรรมใด ๆ และไม่มีศาสนาใด ๆ ย่างกรายเข้าไปได้เลย จะมีบ้างเป็นศาสนายะฮูดีย์ คริสต์ แต่ก็มีประปราย และมาทีหลังด้วยซ้ำ

ในยุคญาฮิลียะฮ์ ชาวอาหรับในยุคนั้น ไม่ได้อยู่ในอิทธิพลของศาสนาใด ๆ เลย  เพราะแท้จริงแล้ว ศาสนาคือแนวทางการพิสูจน์ความเจริญแห่งอารยะธรรมของมนุษย์   ชาวอาหรับเหล่านั้นจึงมิได้อยู่ภายใต้วัฒนธรรมใด และมิได้อยู่ในศีลธรรมอันดีงามทั้งหลาย

ดังนั้น " คนที่ตายลง"  ในขณะที่ไม่ได้รู้จักอิมามประจำยุคสมัยของเขา เหมือนกับเขาตายแบบไม่มีค่า ตายแบบคนที่อยู่ในยุคที่ไร้ซึ่งศาสนา 

คนที่ตายลงในขณะที่ไม่ได้รู้จักอิมามประจำยุคสมัยของเขา เหมือนกับคนที่ไม่ได้เกิดในยุคอิสลาม และตายในสภาพที่ไม่ใช่มุสลิม

และนี่คือ ความสำคัญของมนุษย์ ที่พวกเขาจะต้องรู้จักอิมามประจำยุคสมัยของเขา โดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าใคร ไม่ว่าผู้ใด  ดังที่ได้ถูกกล่าวไว้ในวจนะของท่านศาดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) เพราะตัวบทของฮะดิษ กล่าวว่า "ใครก็ตาม"  ดังนั้น ไม่ว่ามุสลิมคนใดก็ตาม ที่เขาจะเป็นคนปฏิบัตินมาซมากสักปานใด ถ้าการปฏิบิตนมาซของเขาไม่ได้พัฒนาตัวของเขาไปสู่การรู้จักอิมามประจำยุคสมัยของเขาแล้ว ความดีงามต่าง ๆ ของเขาจะไร้ประโยชน์

อิบาดะฮ์ (การเคารพภักดี) ของมนุษย์ทั้งหมดถูกร้อยเรียง เพื่อให้รู้จักอิมามประจำยุค

แท้จริงแล้ว การอิบาดะฮ์ของมนุษย์ทั้งหมด ถูกร้อยเรียงเพื่อให้มนุษย์ได้รู้จักอิมามประจำยุคสมัยของพวกเขา   ดังนั้น การงาน "อิบาดะฮ์" ทั้งหมดที่มนุษย์ได้ปฏิบัติอยู่ทุกวัน ก็เพื่อที่จะทำให้มนุษย์เข้าสู่การรู้จักอิมาม นั่นคือ การนำมนุษย์เข้าสู่การรู้จักตัวแทนของพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) อย่างแท้จริง


ด้วยเหตุนี้เอง บรรดาการอิบาดะฮ์ทั้งหลายจึงถูกกำหนดเพื่อสิ่งนี้  ในการปฏิบัตินมาซ มนุษย์จะทำการสรรเสริญบุคคลอื่นด้วย นอกเหนือจากพระผู้เป็นเจ้า  พวกเราเคยนำมาคิดไตร่ตรองบ้างไหมว่า.. เพราะเหตุใด?  อัลลอฮ์ (ซ.บ.) จึงได้กำหนดรูปแบบไว้เช่นนั้น!!

เราเคยถามตนเองบ้างไหมว่า ทำไมในการปฏิบัตินมาซมนุษย์ไม่ได้สรรเสริญเฉพาะเพียงอัลลอฮ์ (ซบ.) เพียงพระองค์เดียว?!   ในการนมาซของทุก ๆ นิกายหรือมัซฮับ ผู้นมาซจะต้องกล่าวศอลาวาตต่อท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ในนมาซของพวกเขาว่า  اللهم صلي على محمد  และกล่าวให้สลามว่า..

السلام عليك أيها النبي ورحمة الله وبركاته السلام علينا وعلى عباد الله الصالحين

นั่นคือ การให้สลามกับปวงบ่าวของพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ที่ศอและฮ์ ซึ่งมันมีนัยยะต่าง ๆ มากมาย ที่มนุษย์จะต้องค้นคว้า และนี่คือเพียงแค่ตัวอย่างหนึ่งเท่านั้นที่ยกมากล่าวถึง ณ ที่นี้

การสลามและศอลาวาตทั้งในนมาซและนอกนมาซ เป็นการสรรเสริญสดุดีต่อมนุษย์ที่ศอและฮ์  และมิได้หมายความการกล่าวว่า " การสรรเสริญสดุดีบุคคลอื่นนอกจากพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) นั้น เป็น
ชีริก (การตั้งภาคี)"   ตามที่ได้มีพี่น้องมุสลิมบางกลุ่มออกมากล่าวอ้าง

ดังนั้น จากฮะดีษ (คำรายงาน) ข้างต้นของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) จึงเป็นคำตอบสำคัญ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการรู้จักอิมาม โดยเฉพาะอิมามประจำยุคสมัยของเขา  และแท้จริงแล้ว มันคือภารกิจที่สำคัญที่สุดกว่าอิบาดะฮ์อื่นใด เพราะอิบาดะฮ์อื่น ๆ " จะมีค่า" หรือ  "ไม่มีค่า" สำหรับมนุษย์ ก็ขึ้นอยู่กับการรู้จักอิมามประจำยุคสมัยของเขาเท่านั้น  และนี่คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากฮะดิษ
บทนี้!!!!

2.  คำว่า يَعْرِفْ  "ยะอ์ริฟ" แปลว่า " รู้จัก" ซึ่งรากศัพท์ของมัน มาจากคำว่า مَعْرِفَتْ  "มะอ์ริฟัต"
ความแตกต่างระหว่างรู้จักแบบทั่ว ๆ ไป กับ มะอ์ริฟัต คืออะไร?
ทุกเรื่องราวในศาสนา เรียกร้องเชิญชวนมนุษย์เข้าสู่ มะอ์ริฟัต
นมาซทำไม? คำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อจะได้มีมะอ์ริฟัต
ถือบวชทำไม? คำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อจะได้มีมะอ์ริฟัต
ทำฮัจญ์ทำไม? คำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อจะได้มีมะอ์ริฟัต
ถึงแม้นว่า บางครั้งจะมีขั้นตอนอื่น ๆ มากั้น เช่น ในอัลกุรอานกล่าวว่า " นมาซจะยับยั้งมนุษย์จากความชั่วและความไม่ดีงามต่าง ๆ"   ซึ่งเป็นขั้นตอนคั่นกลางเท่านั้น

และหากถามว่า "นมาซที่จะเป็นเกราะป้องกันมนุษย์จากความชั่ว เพื่ออะไรหรือ?"

คำตอบ ก็คือ เพื่อให้มนุษย์หลุดพ้นจากความเชื่อที่งมงาย เพื่อมนุษย์จะสะอาดบริสุทธิ์จากความชั่ว จากสิ่งที่ไม่ดีงามต่าง ๆ ทั้งหลาย  เหล่านั้นแหละที่จะนำมนุษย์เข้าสู่ "มะอ์ริฟัต" [1]

ดังนั้น ความสำคัญของการมี "มะอ์ริฟัต" ก็เพื่อให้มนุษย์ได้รู้จักอย่างแท้จริง ในทุกกิจการงานที่พวกเขาได้กระทำ   ทั้งนี้ เพื่อนำไปสู่การรู้จักอิมาม (ผู้นำในยุคสมัยของตน)  และคำว่า "มะฮ์ดะวียัต" ก็คือ การรู้จักอิมามมะฮ์ดี (อ.) ซึ่งเป็นอิมามในยุคของเรา และเป็นอิมามในยุคสุดท้ายของโลก ท่านคือผู้ถูกสัญญา และผู้ถูกรอคอย ที่มนุษย์ต่างก็มีความหวังและเรียกร้องต่อการมาปรากฏกายของท่าน

ดังนั้น พี่น้องมุสลิมทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องราวของ
ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.)  และทำความเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับท่าน  ดังเช่นเราทราบว่า ขณะนี้อิมามอยู่ในช่วงเร้นหาย (ฆอยบัต) และในช่วงที่ท่านเร้นหายนี้ เราก็จะต้องรู้ว่า "ใครคือผู้ที่ทำหน้าที่แทนท่าน?"  ในยุคแห่งการเร้นหายระยะยาว "ฆอยบะตุลกุบรอ" ตัวแทนที่ทำหน้าที่แทนท่านคือผู้ใด??

คำตอบ ก็คือ บรรดาผู้รู้นิติศาสตร์อิสลามขั้นสูงสุด (ฟะกีฮ์) ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ซึ่งประชาติอิสลามจะต้องกลับไปหาเขาในการแก้ไขปัญหา (มัรญิอ์) เขาคือ ผู้ที่มีความรู้ความสามารถพิเศษในการวินิจฉัยปัญหา คำสั่งของพวกเขาถือเป็นการชี้ขาด (ฮุจญะฮ์) ที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม ดั่งที่ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ) ได้กล่าวว่า..

และในปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จงกลับไปยังผู้รายงานฮะดีษของเรา พวกเขาคือข้อพิสูจน์ของฉันเหนือพวกท่าน และฉันคือข้อพิสูจน์ของอัลลอฮ์เหนือพวกท่าน” [2]

ด้วยสาเหตุนี้เอง กิจการงานของมุสลิมในช่วงสมัยของการเร้นหายระยะยาว (ฆอบบะตุลกุบรอ) จึงกลับไปยัง “วะลียุลฟะกีฮ์” ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.)

---------------------
[1]  บทความเรื่อง อิบาดะฮ์ (การเคารพภักดี) ของมนุษย์ทั้งหมดถูกร้อยเรียงเพื่อให้รู้จักอิมามประจำยุค โดยฮุจญะตุ้ลอิสลาม ซัยยิดสุไลมาน ฮูซัยนี  จากเว็บไซด์ http://www.ahlulbait.org/ 
[2]  บทความเรื่อง การเร้นหาย (ฆอยบะฮ์) ของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ในเว็บบล็อกแห่งนี้

วันเสาร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2557

บทบาทของพระเยซูคริสต์ (หรือนบีอีซา) ในรัฐบาลของอิมามมะฮ์ดี (อ.)

ก่อนที่ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) จะลุกขึ้นปรากฏกาย (ซุฮูร) เพื่อทำการปฏิวัติโลก ถอนรากถอนโคนการกดขี่ข่มเหงและความอธรรมทั้งหลายให้หมดไปจากหน้าแผ่นดิน และนำโลกนี้กลับคืนสู่ความยุติธรรมและสันติสุขนั้น เงื่อนไขต่าง ๆ ในการปรากฏกายของท่านจะต้องบรรลุผล โดยเกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกัน ตราบใดที่เงื่อนไข (ชะรออิฏ) เหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้น การปรากฏกาย (ซุฮูร) 
ก็จะยังไม่เกิดขึ้น  ส่วนสัญญาณหรือเครื่องบ่งชี้ (อะลาอิม) นั้น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง “สัญญาณของการปรากฏตัว” คือปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นบนพื้นฐานคำพยากรณ์ของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และอะอิมมะฮ์ (อ.) เพื่อเป็นการแจ้งข่าวการใกล้เข้ามาแล้วของการลุกขึ้นยืนหยัดของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.)  [รายละเอียดในเรื่องชะรออิฏนั้น อาจจะได้มีการนำเสนอในบทความถัดไป]

และเมื่อผู้นำการปฏิวัติของโลก คือท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ได้ลุกขึ้นยืนหยัดแล้ว ท่านศาสดา
อีซา (อ.) จะคอยให้การช่วยแหลือเคียงบ่าเคียงไหล่ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) เพื่อที่จะทำให้คำสอนอันทรงคุณค่าในคัมภีร์อัลกุรอานถูกนำมาใช้ปฏิบัติอย่างครอบคลุมเหนือโลกนี้ หนึ่งในปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาและความก้าวหน้าของการปฏิวัติโลกท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) และสถาปนาอำนาจการปกครองของอิสลามขึ้นทั่วโลกนั้น ก็คือ การปรากฏตัวของศาสดาแห่งพระผู้เป็นเจ้าท่านนี้ เคียงข้าง
ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) จากวงศ์วานของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ...

อีซา บุตรของมัรยัม คือหนึ่งในผู้ช่วยเหลือของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.)

คัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าวเกี่ยวกับชะตากรรมของศาสดาอีซา (เยซู) บุตรของมัรยัม ไว้ในซูเราะอันนิสาอ์โองการที่ 157 - 159 ความว่า :


และการที่พวกเขากล่าวว่า แท้จริงพวกเราได้ฆ่า อัล-มะซีห์ อีซา บุตรของมัรยัม 
ศาสนทูตของอัลลอฮ์  และพวกเขาหาได้ฆ่าอีซาและหาได้ตรึงเขาบนไม้กางเขนไม่  แต่ทว่าเขาถูกทำให้เหมือนแก่พวกเขา และแท้จริงบรรดาผู้ที่ขัดแย้งในตัวเขานั้น  แน่นอน ย่อมอยู่ในความสงสัยเกี่ยวกับเขา พวกเขาหามีความรู้ใดๆ ต่อเขาไม่ นอกจากปฏิบัติตามการคาดเดาเท่านั้น  และพวกเขามิได้ฆ่าเขา (อีซา) ด้วยความมั่นใจ  ทว่าอัลลอฮ์ได้ทรงยกเขา (อีซา) ขึ้นไปยังพระองค์ต่างหาก และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเกริกเกียรติยิ่ง ผู้ทรงปรีชาญาณเสมอ และไม่มีชาวคัมภีร์คนใด นอกจากเขาจำเป็นจะต้องศรัทธาต่อเขา (อีซา) ก่อนที่เขาจะตาย และในวันกิยามะฮ์ (ชาติหน้า) เขา (อีซา) จะเป็นพยานยืนยันเหนือพวกเขาเหล่านั้น 

ตามโองการต่าง ๆ ข้างต้นนี้ ในด้านหนึ่งนั้น ท่านศาสดาอีซา (อ.) ได้ถูกยกขึ้นสู่ฟากฟ้า และขณะนี้ก็ยังคงมีชีวิตอยู่ และในอีกด้านหนึ่งก่อนการเสียชีวิตของท่าน ชาวคัมภีร์ (อะฮ์ลุลกิตาบ) ทั้งมวลจะต้องศรัทธาต่อท่านเสียก่อน  และจุดประสงค์จากชาวคัมภีร์ในที่นี้จะหมายถึงชาวยิวและเผ่าพันธ์ของอิสราเอลซึ่งโองการต่าง ๆ ก่อนหน้านี้ได้กล่าวถึงอาชญากรรมและการก่อความเสียหายต่าง ๆ ของพวกเขา และในโองการทั้งสามข้างต้นนี้ก็ได้ชี้ชัดถึงคำกล่าวอ้างของพวกเขา ที่ว่าพวกเขาได้ฆ่าท่านศาสดาอีซา (อ.) และเป็นที่ชัดเจนว่า สิ่งนี้ (ที่ว่าชาวคัมภีร์ทั้งมวลจะต้องศรัทธาต่อท่าน) จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้เกิดขึ้น  ดังนั้น สัญญาของคัมภีร์อัลกุรอานจะต้องเป็นจริงขึ้นมาอย่างแน่นอนในอนาคต

ในฮะดีษต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) นั้นได้ชี้ให้เห็นว่า ในช่วงเวลาของการปรากฏกาย (ซูฮูร) ของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) นั้น ท่านศาสดาอีซา (อ.) จะลงมาจากฟากฟ้า จะลงมาอยู่เบื้องหลังและนมาซตามหลังท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) และจะรับผิดชอบหน้าที่ในการเป็นผู้ช่วยเหลือท่าน

ในวจนะต่าง ๆ ของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) และบรรดาท่านอิมามมะอ์ซูม (อ.) นั้นได้อธิบายถึงความสัมพันธ์ ความเกี่ยวข้องและความร่วมมือกันระหว่างท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) และท่านศาสดาอีซา (อ.) ในกรณีที่เกี่ยวกับการปฏิวัติโลกไว้อย่างชัดเจน และเป็นที่รับรู้กันดีในหมู่ชาวมุสลิม

อบูซะอีด อัลคุดรีย์  ได้รายงานจากท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ซึ่งท่านได้อธิบายถึงคุณลักษณะหกประการที่ไม่มีใครเหมือนของอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) จากนั้นท่านกล่าวว่า :

"มะฮ์ดีของประชาชาตินี้ซึ่งอีซาจะนมาซตามหลังเขานั้น จะมาจากเรา”

เนื้อหาเหล่านี้มีอยู่ในคัมภีร์อินญีล (ไบเบิล) ก่อนที่จะถูกบิดเบือน ซึ่งได้กล่าวถึงการมาของอิสลาม, คัมภีร์อัลกุรอาน, การมาของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ), การขึ้นสู่ฟากฟ้าและการลงมาจากฟากฟ้าของศาสดาอีซา (พระเยซูคริสต์) ในยุคสุดท้าย (อาคิรุซซะมาน) การช่วยเหลือประชาชาติอิสลามของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) และการนมาซร่วมกับพวกเขาตามหลังท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.)

ในฮะดีษ (วจนะ) อีกบทหนึ่งของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้กล่าวถึงท่านศาสดาอีซา (อ.) เกี่ยวกับการเป็นผู้ช่วยเหลือท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ไว้เช่นนี้ว่า :

“มะฮ์ดีจะมาจากเชื้อสายของฉัน เมื่อเขาปรากฏตัวขึ้น อีซาบุตรของมัรยัมจะลงมาเพื่อช่วยเหลือเขา แล้วเขาจะให้มะฮ์ดีนำหน้าและเขาจะนมาซตามหลังเขา”

ในฮะดีษเมี๊ยะอ์รอจของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) นั้น กล่าวว่า : ภายหลังจากที่พระผู้เป็นเจ้าได้อธิบายถึงวิลายะฮ์ (อำนาจการปกครอง) และคิลาฟะฮ์ (การเป็นผู้สืบทอดการปกครอง) ต่อจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ของท่านอิมามอะลี (อ.) พระองค์ได้ทรงตรัสกับท่านศาสดาว่า :

“และผู้ชี้นำคนสุดท้ายจะเป็นบุรุษผู้หนึ่งจากอะฮ์ลุลบัยต์ของเจ้า ผู้ซึ่งอีซา บุตรของมัรยัมจะนมาซตามหลังเขา   เขาจะทำให้แผ่นดินเต็มเปี่ยมไปด้วยความยุติธรรม ดั่งที่มันได้ถูกทำให้เต็มไปด้วยความอธรรมและการกดขี่  ข้าจะทำการชี้นำทางประชาชาติของเจ้าและทำให้พวกเขาออกจากความหลงทางโดยสื่อจากเขา  ข้าจะรักษาคนตาบอดและเยียวยารักษาผู้ป่วยโดยสื่อจากเขา"

--------------------
Source : บทบาทของอีซา (พระเยซูคริสต์) ในรัฐของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.)
Written by ทีมงาน Sahibzaman.com  (แปลและเรียบเรียงจากเว็บไซต์เมาอูด)

วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2557

การรอคอยอิมามมะฮ์ดี (อ.) : หน้าที่และผลของการรอคอยที่ดี

ถ้าจะว่ากันไปแล้ว ประชาชาติในยุคของเรา คือผู้ที่ได้รับประโยชน์อย่างมากมายนัก จากการรอคอยท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.)  ดังที่ท่านอิมามซัยนุลอาบีดีน (อ.) ได้กล่าวว่า..

“การเร้นหายของอิมามที่สิบสอง จะมีระยะเวลายาวนาน ประชาชาติในยุคแห่งการเร้นหายของเขา มีความศรัทธาต่อเขา [มะฮ์ดี (อ.)] และรอคอยการปรากฏตัวของเขา จะเป็นประชาชาติที่ประเสริฐกว่าทุกประชาชาติที่เคยมีมา ก็เพราะว่าอัลลอฮ์ (ซ.บ.) จะทรงประทานความรู้ความเข้าใจและสติปัญญาให้แก่พวกเขา เหมือนกับบรรดานักต่อสู้ (มุญาฮิดีน) ที่เคียงข้างท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) พวกเขาคือผู้ที่มีความบริสุทธิ์ใจ (อิคลาส) และเป็นชีอะฮ์ที่แท้จริง พวกเขาได้เชิญชวนมนุษย์เข้าหาอัลลอฮ์”

และท่านอิมามซัยนุลอาบีดีน (อ.) ก็ได้กล่าวต่อไปอีกว่า..

“การรอคอยการปรากฏตัว คือการปรากฏตัวอันยิ่งใหญ่”


ในเรื่องของการรอคอยการปรากฏตัวของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) นั้น ท่านมัรฮูม อายาตุลลอฮ์ ซัยยิด ศ็อดรุดดีน ศ็อดริ  ได้เขียนไว้ในหนังสือของท่าน ความว่า.. “การรอคอย คือการระวังและเตรียมตัวให้พร้อมต่อการเกิดของสิ่งที่รอคอย และปฏิเสธไม่ได้ว่า.. การรอคอยอิมามมะฮ์ดี ก็คือการที่เราจะต้องสร้างตัวเองและสังคมให้พร้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมชีอะฮ์อิมามียะฮ์” โดยกระทำตามวิธีการดังจะกล่าวต่อไป

หน้าที่และผลของการรอคอยที่ดี

1.  ในตัวของการรอคอยนั้น คือการฝึกฝนที่สำคัญสำหรับจิตใจมนุษย์ จนถึงขั้นที่กล่าวกันว่า “การรอคอยทรมานกว่าการฆ่า”   และสิ่งจำเป็นในการรอคอย คือการครุ่นคิดและรวบรวมพลังทางความคิดทั้งหมดไปยังผู้ที่เรารอคอย  และแน่นอนการกระทำอย่างนั้น ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ 2 อย่างด้วยกัน คือ

            (1)  พลังทางความคิดของมนุษย์จะถูกเปลี่ยนไปเป็นพลังแห่งการปฏิบัติ

            (2)  มนุษย์สามารถรวบรวมพลังทางความคิดและพลังแห่งการปฏิบัติ เข้าสู่จุดเดียวและเป้าหมายอันเดียวกัน และประโยชน์ทั้งสองนี้เป็นสิ่งสำคัญ และจำเป็นอย่างมากสำหรับมนุษย์ในการดำเนินชีวิตที่จะไปสู่ความสมบูรณ์สูงสุด

2. การรอคอย คือ ยาที่จะบรรเทาความเจ็บปวดและปัญหาของมนุษย์ เพราะว่าเรารู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะต้องได้การขจัดปัดเป่า มีความแตกต่างเป็นอย่างมากสำหรับมนุษย์ ในปัญหาและความเจ็บปวดที่เขารู้ว่ามีการขจัดปัดเป่าและทดแทนกัน กับปัญหาและความเจ็บปวดที่เขาไม่รู้วิธีการหรือผู้แก้ไข และในขณะเดียวกันพี่พวกเขามีความรู้สึกว่า.. การปรากฏนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และเมื่ออิมามมะฮ์ดี (อ.) ปรากฏตัว โลกนี้ก็จะถูกทำให้เต็มไปด้วยความสันติ ความยุติธรรม ปัญหาและความเจ็บปวดต่าง ๆ ของชาวโลกก็จะถูกขจัดออกไป

3. ผลแห่งการรอคอย ทำให้เกิดความรักและความสัมพันธ์ และทำให้เขาเป็นสหายและผู้ช่วยเหลือที่แท้จริงของอิมามมะฮ์ดี (อ.)   แน่นอน สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้นั้น จะต้องมีความพยายามเป็นอย่างมาก ในการขัดเกลาชำระล้างจิตวิญญาณ และเสริมสร้างจริยธรรม (อัคลาก ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดทางจิตวิญญาณ) ให้สมบูรณ์  จนกว่าเขาจะมีคุณสมบัติที่เพียบพร้อมในการพบกับอิมาม (อ.) และทำการต่อสู้ในหนทางแห่งพระผู้เป็นเจ้า (ญิฮาด) ร่วมกับท่านในตอนที่ท่านอิมาม (อ.) ปรากฏตัว และคุณสมบัติเหล่านี้หายากมากในสังคมปัจจุบัน

4.  การรอคอยที่แท้จริง ทำให้มนุษย์ปรับปรุงตัวเองและผู้อื่น ทำให้พวกเขาต้องเตรียมพร้อมในการที่จะสร้างฐานรองรับการมาของอิมามมะฮ์ดี (อ.) ซึ่งบนพื้นฐานเหล่านี้ จะทำให้อิมามมีชัยชนะเหนือศัตรู สิ่งจำเป็นในการนี้ ก็คือ พื้นฐานความรู้ ความเข้าใจ ความเจริญทางด้านอุตสาหกรรม และอื่น ๆ ซึ่งจำเป็นที่จะทำให้เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของอิมามสมบูรณ์ เพราะว่าชัยชนะของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ที่จะมีต่อศัตรูนั้น เป็นชัยชนะตามวิธีการปกติและเป็นธรรมชาติ... และที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คือการรอคอที่สัตย์จริง

ด้วยเหตุนี้เองจึงสรุปได้ว่า.. ชีอะฮ์ทุกคนในสมัยของการเร้นหายของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) พวกเขาอยู่ภายใต้การทดสอบอันยิ่งใหญ่  มุมหนึ่งเขาจะต้องรักษาหน้าที่ของเขาที่มีต่อศาสนา และอีกมุมหนึ่งเขาจะต้องรีบสร้างฐานการปรากฏตัวของอิมาม ผู้คนสามารถเข้าร่วมกับอิมามในการช่วยเหลืออิสลาม และส่วนมากของพวกเขาจะไม่ประสบความสำเร็จในการทดสอบครั้งนี้

ท่านญาบิร ญุอ์ฟี ซึ่งเป็นสาวกผู้ใกล้ชิดท่านหนึ่งของอิมามบากิร (อ.) ได้ถามท่านอิมามว่า..

“การปรากฏตัวของพวกท่าน (มะฮ์ดี) จะมีขึ้นเมื่อไหร่?”

ท่านอิมามบากิร (อ.) ได้กล่าวตอบว่า..  

“ไม่มีวันที่จะเกิดขึ้น ไม่มีวันที่จะเกิดขึ้น จนกว่าจะร่อนตะแกรง จนกว่าจะร่อนตะแกรง เพื่อที่คนที่ไร้ค่าต่อศาสนาจะถูกร่อนออกไป และผู้ที่บริสุทธิ์ใจต่อศาสนาจะเหลืออยู่ (หลังจากร่อนตะแกรง หรือทดสอบ)”

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า “การรอคอย” คือการต่อสู้ เสียสละ พยายามปฏิบัติตามหน้าที่ ไม่สิ้นหวังและหมดกำลังใจในการรอคอย และจะยืนหยัดรอคอยด้วยความหวังอันเต็มเปี่ยม จนถึงวันปรากฏตัวที่อัลลอฮ์จะทรงประทานมาให้

“ผลจากการรอยคอย” ทำให้มนุษย์มีประสบการณ์และยอมรับว่า ปราศจากการช่วยเหลือและดลใจจากพระเจ้า มนุษย์ไม่สามารถที่จะนำกองคาราวานแห่งมนุษยชาติไปสู่ความสำเร็จและเป้าหมายที่แท้จริงได้ และนั่นก็คือการใกล้ชิดกับพระเจ้า ดังนั้น เมื่อเขาไม่สามารถที่จะนำกองคาราวานแห่งมนุษยชาติไปสู่ความสำเร็จได้ จึงถึงเวลาแล้วสำหรับพวกเขาที่จะต้องมอบตัวเองให้กับโองการและคำสั่งเบื้องบนของพระผู้เป็นเจ้า


-------------------

Source : หนังสือเรื่อง "อิมามมะฮ์ดี ความหวังสุดท้ายของโลก"  
แปลโดย : ท่านซัยยิดสุไลมาน ฮูซัยนี

วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ความศรัทธาในมะฮ์ดี คือบ่อเกิดแห่งสติปัญญาและความหวัง

ความศรัทธาในอิมามมะฮ์ดี (อ.) ผู้ถูกสัญญา ผู้ถูกรอคอย (อัล มุนตะซ็อร) ผู้ซึ่งเป็นความหวังของโลกในยุคสุดท้ายนั้น ได้ถูกปูพื้นฐานมาตั้งแต่ในยุคสมัยท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ)  และบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) ก็ได้รายงานเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ทั้งในแง่การเร้นหาย (ฆอบบะฮ์), การปรากฏตัวอีกครั้งหนึ่ง และการต่อสู้ของท่าน ตลอดจนบุคลิกภาพต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอิมามมะฮ์ดี (อ.) ซึ่งรายงานเหล่านี้ ได้ถูกถ่ายทอดต่อกันมาอย่างแพร่หลาย จากบรรดาสาวกและสหายท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) ซึ่งจะเห็นได้ว่าในหนังสือ “อัลอิมาม อัลมะฮ์ดี” ได้มีบันทึกชือของศอฮาบะฮ์ 50 ท่าน และชื่อของบรรดาตาบิอีนอีก 50 ท่าน ที่ได้รายงานฮะดีษเกี่ยวกับอิมามมะฮ์ดี (อ.)

บรรดากวีมุสลิมได้เขียนบทกวีเกี่ยวกับท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ไว้อย่างมากมาย และส่วนมากกวีเหล่านั้นได้เขียนก่อนการประสูติของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) นับเป็นศตวรรษ ตัวอย่างเช่น

“ดิอ์บัล คุซาอี”  กวีเอกท่านหนึ่งได้แต่งบทกวีเกี่ยวกับท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ต่อหน้าท่านอิมามริฎอ (อ.) โดยกล่าวว่า..

“ถ้าไม่ใช่เพราะความหวังที่ฉันมีในวันนี้หรือพรุ่งนี้ (หมายถึง การมาของท่านอิมามมะฮดี) 

หัวใจของฉันก็ต้องสลายไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพวกเขา (หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นกับอะฮ์ลุลบัยต์) 

(ความหวังนั้น ก็คือ) การปรากฏของอิมามท่านหนึ่ง ซึ่งไม่มีข้อสงสัยในการปรากฏขึ้น 

เขาจะยืนหยัดด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ และจากบะรอกัตของพระองค์ 

(และเขา) จะเป็นผู้แยกแยะในหมู่พวกเรา ระหว่างสัจธรรมกับความเท็จ 

(และเขา) จะเป็นผู้ตอบแทนรางวัลและบทลงโทษ" 


หลังจากที่คุซาอี  ได้อ่านบทกว่าบทนี้จบ ท่านอิมามริฏอ (อ.) จึงได้กล่าวกับเขาว่า..
“โอ้ คุซาอี เอ๋ย! บทกวีบทนี้พระเจ้าเป็นผู้ใส่มันลงไปในปากของเจ้า เจ้ารู้ไหมว่าอิมาม คือใคร?”


คุซาอี  ได้ตอบว่า.. “ฉันไม่รู้ ฉันรู้แต่เพียงว่า จะมีอิมามท่านหนึ่งจากลูกหลานของท่านปรากฏขึ้น และเขาจะทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยความสันติยุติธรรม”

ท่านอิมามริฎอ (อ.) จึงกล่าวขึ้นว่า.. “โอ้ คุซาอี อิมามหลังจากฉัน คือมุฮัมมัด (อิมามญะวาด) บุตรชายของฉัน และหลังจากเขา ก็คือบุตรชายของเขา อะลี (อิมามฮาดี) และหลังจากเขา (อะลี) ก็คือ บุตรชายของเขา ฮะซัน (อิมามอัสการี) และหลังจากเขา (ฮะซัน) ก็บุตรของเขา ฮุจญัต อัล กออิม (อิมามมะฮ์ดี) ซึ่งการเร้นหายของเขาจะต้องรอคอย และในการปรากฏกายของเขาจะต้องภักดี และแม้ว่าโลกนี้จะมีเวลาเหลืออีกเพียงวันเดียว อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ก็จะทรงทำให้วันนั้นยืดยาวจนกระทั่งกออิม (อิมามมะฮ์ดี) ปรากฏ และทำให้โลกเต็มไปด้วยความสันติและยุติธรรม หลังจากที่มันเต็มไปด้วยความอธรรมและการกดขี่" [1]

*ท่านซัยยิดสุไลมาน ฮูซัยนี นักการศาสนา ซึ่งเป็นผู้นำคนสำคัญคนหนึ่งของมุสลิมสายชีอะฮ์อิมามิยะฮ์ ในประเทศไทย ได้กล่าวว่า...

ความศรัทธาเกี่ยวกับอิมามมะฮ์ดี (อ.) เป็นบ่อเกิดแห่งสติปัญญาและความหวัง

ความศรัทธาเกี่ยวกับอิมามมะฮ์ดี (อ.) เป็นบ่อเกิดแห่งสติปัญญา และความหวัง  ทั้งนี้ เนื่องจากการศรัทธาในเรื่องราวของอิมามมะฮ์ดี (อ.) และมีความรู้สึกว่า การปรากฏตัวของท่านเป็นไปได้ตลอดเวลานั้น มีผลต่อจิตสำนึกอย่างลึกซึ้งในจิตวิญญาณของผู้ศรัทธา พวกเขาจะเตรียมพร้อมตลอดเวลาและระวังตัวเองจากการกดขี่หรือการละเมิดต่อผู้อื่น มีความรักในความยุติธรรมและภราดรภาพ และจะระวังตัวเองจากความการกระทำความผิดบาป จนกว่าโอกาสแห่งการพบเจอและรับใช้อิมามมะฮ์ดี (อ.) จะมีมายังเขา

ความศรัทธาเกี่ยวกับอิมามมะฮ์ดี (อ.) จะทำให้ผู้ศรัทธาไม่เข้าไปอยู่ภายใต้การปกครองใด ๆ ของบรรดาผู้ปกครองอันจอมปลอมและการกดขี่ การศรัทธาอันนี้จะสร้างความรู้สึกต่อต้าน และเผชิญหน้าของ
ผู้ศรัทธาต่อบรรดาผู้นำเผด็จการ ผู้นำจอมปลอม และปฏิเสธอำนาจของพวกผู้นำเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง

ความเชื่อในการมาปรากฏตัวของอิมามมะฮ์ดี (อ.) จะต้องไม่เป็นสาเหตุทำให้มวลศรัทธาชนต้อง
มอบหมายการงานของพวกเขาไว้กับอนาคต และโดดเดี่ยวตัวเองจากสังคม โดยปล่อยให้ผู้ปฏิเสธ หรือผู้ชั่วร้ายครอบครองกิจการของโลกทั้งหมด ศรัทธาชนจะต้องไม่ละความพยายามในการที่จะพัฒนา
ตัวเอง พัฒนาบุคลากร สร้างความเจริญรุ่งเรือง ด้านความรู้ อุตสาหกรรม การเมือง และสร้างสรรค์
สังคมให้ดีงาม

ความคิดที่ว่า “การศรัทธาเกี่ยวกับอิมามมะฮ์ดี (อ.)” จะทำให้เกิดความสิ้นหวังหรืออ่อนแอนั้น เป็นความคิดที่เป็นโมฆะ   ถ้าหาเราหันมาดูที่บรรดาผู้นำทางศาสนา บรรดาสาวก บรรดาผู้รู้ ที่ได้
เสียสละต่อสู้ พยายามสร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่อิสลามตลอดหน้าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา โดยไม่ปฏิเสธหน้าที่และความรับผิดชอบของพวกเขาที่มีต่ออิสลาม พวกเขาเหล่านั้นไม่ใช่ผู้ศรัทธาต่ออิมามมะฮ์ดี (อ.) ดอกหรือ?!

มวลศรัทธาชนในวันนี้.. มีพันธะสัญญาอันยิ่งใหญ่ ที่จะต้องยืนหยัดต่อสู้ จะต้องรู้จักใช้สถานการณ์และโอกาสอย่างชาญฉลาดในสังคมต่าง ๆ จะต้องวิเคราะห์สถานการณ์ต่าง ๆ จะต้องตื่นตัวและมีส่วนร่วมในการสกัดกั้นอำนาจและอิทธิพลของศัตรู จะต้องป้องกันการโจมตีของศัตรู ทางด้านความคิด เศรษฐกิจ การเมือง และการทหารที่มีต่ออิสลาม

มวลศรัทธาชนต้องมีความพยายามยามอย่างสุดความสามารถ ในการขัดเกลาจิตวิญญาณและสร้างบุคลิกภาพส่วนตัว จนมีคุณสมบัติที่เพียบพร้อมจะได้สัมผัสกับอิมามมะฮ์ดี (อ.) ได้เป็นผู้ช่วยเหลือท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) และสร้างฐานรองรับการมาปรากฏกายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) [2]



---------------------

[1] หนังสือเรื่อง “อิมามมะฮ์ดี ความหวังสุดท้ายของโลก” : แปลโดย ซัยยิดสุไลมาน ฮูซัยนี
‪[2] สุนทรวลีซัยยิดสุไลมานฮูซัยนี : 24 กุมภาพันธ์ 2557

การเร้นหาย (ฆอยบะฮ์) ของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.)

ในบทความที่แล้ว เราได้เรียนรู้ความหมายของคำว่า “ฆอยบะฮ์” หรือบางทีอ่านว่า ฆัยบัต ซึ่งหมายถึงการเร้นกาย หรือการปกปิดจากสายตาและการมองเห็น แต่มิได้หมายความว่า การไม่ได้ปรากฏ   สำหรับในบทความนี้ขอเรียกว่า “ฆอยบะฮ์” (การเร้นหาย) ตามต้นฉบับเดิม ซึ่งผู้เขียนบล็อกได้สรุปความเข้าใจมาจากหนังสือเรื่อง “อิมามะฮ์ดี ความหวังสุดท้ายของโลก” ซึ่งแปลโดยท่านซัยยิดสุไลมาน ฮูซัยนี เพราะดูจะชัดเจนกว่าข้อมูลที่หาได้ในเว็บไซด์อื่น ซึ่งผู้เขียนอ่านแล้วยังไม่สามารถเข้าใจได้อย่างกระจ่างในบางช่วงบางตอน.. เรามาเริ่มเรียนรู้ไปพร้อมกันค่ะ (ถ้าหากมีสิ่งใดผิดพลาดขอเชิญพี่น้อง
ช่วยกันท้วงติงด้วยนะคะ)

การปกปิดการถือกำเนิดของอิมามมะฮ์ดี (อ.)

ประวัติศาสตร์อิสลามในสมัยราชวงศ์อุมัยยะฮ์และอับบาซิยะฮ์ นับตั้งแต่สมัยท่านอิมามที่ 6 คือ 
อิมามญะอ์ฟัร อัซซอดิก (อ.) เป็นต้นมา คอลิฟะฮ์ทั้งสองราชวงศ์มีความหวาดกลัวและหวาดระแวงต่อ
บรรดาอิมาม (อ.) เนื่องจากบรรดาอิมามต่างก็ได้รับการยอมรับ และมีความสัมพันธ์กับประชาชาติในยุคนั้นเป็นอย่างมาก พวกเขาจึงเกรงว่าอำนาจของตนเองจะสั่นคลอน ประกอบกับมีข่าวเลื่องลือกันว่า มะฮ์ดี ผู้ถูกสัญญา จะเป็นผู้ที่มาจากเชื้อสายของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) จากลูกหลานของบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) และมาจากท่านอิมามฮะซัน อัสการี (อ.) และเขา “มะฮ์ดี” จะทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยความยุติธรรม   ด้วยเหตนี้เอง ท่านอิมามฮะซัน อัสการี (อ.) จึงถูกควบคุมตัวอย่างเข้มงวดจากคอลีฟะฮ์อับบาซียะฮ์ รวมไปถึงบิดาและปู่ของท่าน [คืออิมามอะลี ฮาดี (อ.) และ
อิมามญะวาด (อ)]  โดยท่านอิมามทั้งสามท่านได้ถูกควบคุมตัวไปไว้ที่เมืองซามัรรออ์ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการขัดขวางการถือกำเนิดของทารกน้อย (มะฮ์ดี ผู้ถูกสัญญาไว้)

อัลฮัมดุลิลลาฮ์!! ด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทารกน้อยจึงได้ถือกำเนิดขึ้นมาอย่างเป็นความลับและซ่อนเร้น เหมือนดั่งเช่นการถือกำเนิดของท่านนบีมูซา (อ.) และในเวลาเดียวกันนี้บรรดาสาวกผู้
ใกล้ชิดของอิมามฮะซัน อัสการี (อ.) ก็ได้มีโอกาสพบกับอิมามผู้ถูกสัญญาไว้ ในยุคที่ท่านอิมามฮะซัน อัสการี (อ.) ยังมีชีวิตอยู่บ่อยครั้ง และท่านก็ได้แนะนำให้บรรดาสาวกได้รู้จักกับฮุจญัตของพระองค์ (ดังเช่นเคยนำเสนอมาแล้วในบทความก่อนหน้า) และหลังจากที่อิมามฮะซัน อัสการี (อ.) ได้เป็นชะฮีด ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าฝูงชน เพื่อทำนมาซญะนาซะฮ์ให้กับบิดาของท่าน และหลังจากนั้นท่านก็ได้เร้นหายไป


ปัญหาเกี่ยวกับการเร้นหาย (ฆอยบะฮ์)

รากฐานอิสลามที่เป็นบทบัญญัติ (ฟิกส์) การเมือง สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และวิชาการต่าง ๆ นั้น ได้รับการปกป้องรักษาให้อยู่กับสังคมมุสลิมมาโดยตลอด ตั้งแต่ยุคสมัยของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จวบจนยุคของบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) ถึงแม้ว่าในช่วงเวลานั้นบรรดาอิมามจะได้รับแรงกดดันอย่างมากจากผู้นำรัฐ ที่ไม่ชอบแห่งยุคสมัย (ฏอฆูต) แต่ทุกท่านก็ได้เผยแพร่และชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความสมบูรณ์แห่งอิสลาม อันเป็นศาสนาแห่งมนุษยชาติ และความพร้อมในการจัดตั้งรัฐบาลโลก  ซึ่งจะเป็นรัฐที่สมบูรณ์เพียงรัฐดียวเท่านั้นสำหรับชาวโลก  ดั่งที่ได้ปรากฏแบบอย่างอันสมบูรณ์ในการปกครองสมัยของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และท่านอมีรุลมุอ์มินีน อะลี (อ.) และนี่แหละคือข้อพิสูจน์ถึงความสมบูรณ์แบบของรัฐอิสลาม

เมื่อมาถึงยุคสมัยของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) พื้นฐานในการจัดตั้งรัฐอิสลามขึ้นมาบนโลกนี้ จึงมีความพร้อมและสมบูรณ์สูงสุด  เพราะบทบัญญัติจากพระผู้เป็นเจ้าสมบูรณ์เพียงพอแล้ว อีกทั้งตัวอย่างแห่งความสมบูรณ์ในการจัดตั้งรัฐอิสลามก็ได้ถูกแสดงให้เห็นประจักษ์แล้ว แต่ทว่าชาวโลกในยุคนี้ ยังไม่มีความพร้อมที่จะให้รัฐบาลแห่งพระผู้เป็นเจ้าเป็นจริงขึ้นมา และถ้าหากมนุษย์ในยุคนี้มีความพร้อม การเร้นหายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) ก็จะไม่เกิดขึ้น  บทบัญญัติแห่งพระเจ้านำมาปฏิบัติ และการปกครองอันยุติธรรมของรัฐอิสลาม ก็จะเกิดขึ้นบนโลกใบนี้เป็นแน่แท้ ด้วยเหตุนี้เอง การเร้นหาย (ฆอยบะฮ์) ของอิมามมะฮ์ดี (อ.) จึงเกิดขึ้น เริ่มจากการเร้นหายระยะสั้น (ฆอยบะตุศศุฆรอ) แล้วเปลี่ยนมาเป็นการเร้นหายระยะยาว (ฆอยบะตุลกุบรอ) โดยที่ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) จะปรากฏตัวอีกครั้ง ก็ต่อเมื่อประชาชาติมีความพร้อมอย่างสมบูรณ์ ในทุก ๆ ด้าน เพื่อที่จะรองรับการปกครองของท่าน


ท่านอัลมัรฮูม อัลลามะฮ์ นะศีรุดดีน อัตตูซี ได้กล่าวว่า..

“การเร้นหายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) มิได้มีสาเหตุมาจากอัลลอฮ์ (ซ.บ.) หรือจากตัวของท่านเอง แต่สาเหตุมาจากความกลัวและความไม่พร้อมของประชาชาติ ที่จะรองรับการปกครองของท่าน และเมื่อใดที่สาเหตุเหล่านี้ถูกขจัดออกไป การปรากฏตัวของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ก็จะเกิดขึ้น”

อย่างไรก็ดี การเร้นหายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) ยังมีวิทยปัญญาขั้นสูง (ฮิกมะฮฺ) อื่น ๆ อีกจากพระผู้เป็นเจ้า และเราไม่สามารถที่จะล่วงรู้ความลับต่าง ๆ ของมันได้ทั้งหมด   แต่ทว่าเป็นไปได้ว่า สาเหตุจากประชาชาติเองอาจจะเป็นต้นเหตุที่สำคัญ ที่ทำให้ท่านอิมามต้องเร้นหาย การไม่รับรู้และการละเมิด ฝ่าฝืน ของประชาชาติในยุคสมัยที่ผ่านมาของอิมามบริสุทธิ์ทั้ง 11 ทาน ก็เป็นย่อมเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า ประชาชาติในยุคนั้น ไม่ต้องการอยู่ภายใต้ระบอบการปกครองของอิสลาม   ดังนั้น การเร้นหายของท่านอิมาม (อ.) ในสภาพเช่นนี้ จึงถือเป็นเรื่องธรรมดา ท่านจะปรากฏตัวทำไม่เล่า!! ก็ในเมื่อสภาพสังคมยังไม่พร้อมที่จะรองรับการมาของท่าน  และแม้ว่าจะอยู่ในสภาพเร้นหาย ท่านก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่ของท่านอย่างไม่เปิดเผย จนกว่าจะถึงเวลาที่ความพร้อมในการปรากฏกายของท่านจะเกิดขึ้น และในวันนั้นเองกองทัพของผู้ที่จงรักภักดีต่อท่านก็จะได้พบ และให้การสนับสนุนท่านอย่างเต็มที่

ความลับแห่งการเร้นหาย (ฆอยบะฮ์) นี้ จะถูกรักษาไว้จนถึงวันที่ท่านปรากฏตัว และในวันนั้นชาวโลกก็จะพบว่า สาเหตุและคำตอบแห่งการเร้นหายของท่านอิมาม (อ.) ได้ถูกซ่อนอยู่ในตัวของพวกเขาเอง   แต่ทว่าพวกเขานั้นได้เลินเล่อจากคำตอบเหล่านั้น ถ้าหากเขามีความพร้อมมากกว่านี้ อิมามก็จะปรากฏตัวขึ้นสำหรับเขา แต่นั่นเป็นเพราะพวกเขาไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง และเตรียมความพร้อมที่จะรอรับท่าน แต่หัวใจของพวกเขาได้ผูกพันอยู่กับบรรดาการปกครองที่จอมปลอมทั้งหลาย

“แท้จริงอัลลอฮ์ จะไม่ทรงเปลี่ยนสภาพของประชาชาติใด จนกว่าพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงตัวของพวกเขาเองก่อน” (13:11)
แน่นอน ผู้ที่เพียบพร้อมสมบูรณ์สำหรับการปรากฏตัวของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) นั้น มีอยู่ทุกยุคทุกสมัย แต่ว่าจำนวนของพวกเขานั้นยังมีน้อย  ละสภาพสังคมก็ยังไม่พร้อมที่จะรองรับกับการมาของท่าน เมื่อสภาพสังคมไม่มีความพร้อม การปะทะและการต่อต้านการปกครองของท่านอิมามย่อมจะเกิดขึ้น  ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้การเร้นหายยังคงมีอยู่ต่อไป และด้วยการเร้นหายนี้ อัลลอฮ์ (ซ.บ.) จึงปกป้องการถูกสังหาร เพราการปรากฏตัวก่อนเวลาอันสมควร จะทำให้ท่านถูกสังหารและทำให้การปรากฏตัวของท่าน เพื่อที่จะช่วยเหลือสังคมและปลดปล่อยชาวโลกไม่บรรลุสู่เป้าหมาย

วันอาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เหตุใดอิมามมะฮ์ดี (อ.) ถึงต้องเร้นกาย (ฆัยบัต)?

เราท่านทั้งหลายต่างก็ได้เรียนรู้ว่า ท่านอิมามมะฮ์ดี (อัจญะลัลลอฮฟะเราะญะฮุจชรีฟ) หรือ ท่าน
ฮุจญะติบนิลฮะซัน อัลมะฮ์ดี (อ.) คือตัวแทนและข้อพิสูจน์สุดท้ายของพระผู้เป็นเจ้า ท่านคือผู้ที่โลกทั้งโลกต่างรอคอยการมาปรากฏกายของท่าน แต่ทว่าการเร้นกาย (ฆอบัต) ของท่านนั้น มีเหตุผลและความเป็นมาอย่างไร?

ความหมายของคำว่า "ฆัยบัต"

คำว่า "ฆัยบัต" หมายถึง การเร้นกาย หรือการปกปิดจากสายตาและการมองเห็น แต่มิได้หมายความว่า การไม่ได้ปรากฏ  ดังนั้น การเร้นกาย(ฆัยบัต)ของท่านอิมาม มะฮ์ดี (อ.) คือ การเร้นกายหายไปจากสายตาของประชาชน  พวกเขามองไม่เห็นท่านในขณะที่ท่านอยู่ท่ามกลางพวกเขา ใช้ชีวิตร่วมกับพวกเขา ซึ่งความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้มีรายงานจากบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ ได้อธิบายไว้ด้วยรูปประโยคที่แตกต่างกัน ดังเช่น..

อิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า "ขอสาบานด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ พระเจ้าของอะลีว่า ข้อพิสูจน์ของพระองค์อยู่ท่ามกลางประชาชน เขาใช้ชีวิตร่วมกับประชาชน ไปมาหาสู่บ้านของพวกเขาไปทั่วทั้งทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก และตะวันตก เขาได้ยินคำพูดของประชาชนกล่าวสลามแก่เขา แต่ประชาชนจะมองไม่เห็นเขา จนกว่าจะถึงกาลเวลาที่พระเจ้าทรงกำหนด (ทรงสัญญาไว้)" [1]

แน่นอน ยังมีการอธิบายเรื่องการเร้นกายของอิมามในลักษณะอื่นอีก เช่น ตัวแทนที่เฉพาะเจาะจงของอิมามมะฮ์ดี (อ.) กล่าวว่า.. "อิมามมะฮ์ดี (อ.) จะเข้าร่วมพิธีฮัจญ์ทุกปี ท่านมองเห็นประชาชน และรู้จักพวกเขาเป็นอย่างดี ขณะที่พวกเขามองเห็นท่าน แต่ไม่มีผู้ใดรู้จักท่าน" [2]

ด้วยเหตุนี้ การเร้นกายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) จึงมี 2 ลักษณะ กล่าวคือ ลักษณะหนึ่ง ท่านเร้นกายไปจากสายตาของประชาชน  ส่วนอีกลักษณะหนึ่ง ประชาชนมองเห็น แต่ไม่มีผู้ใดรู้จักท่าน  อย่างไรก็ตามเป็นที่แน่ชัดว่าท่านอิมาม (อ.) ปรากฏกายอยู่ท่ามกลางประชาชน

การเร้นกายของบรรดาศาสดา

การฆัยบัต หรือการเร้นกาย มิใช่ปรากฏการณ์ใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกกับอิมามมะฮ์ดี (อ.) ในฐานะข้อพิสูจน์สุดท้ายของพระองค์ รายงานจำนวนมากกล่าวว่า ศาสดาจำนวนหนึ่งบางช่วงของชิวิตของท่าน ก็ได้มีการเร้นกายหายไปเช่นกัน  ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ เป็นไปตามวิทยปัญญาและความเหมาะสมของพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น มิใช่มาจากความประสงค์ส่วนตัวหรือความเหมาะสมของครอบครัว  ด้วยเหตุนี้ การเร้นกายจึงถือว่าเป็นหนึ่งในแบบฉบับที่มาพระเจ้า[3]  ซึ่งตลอดอายุขัยของศาสดาบางท่าน เช่น ศาสดาอิดรีซ นูฮ์ ซอลิฮ์ อิบรอฮีม ยูซุบ มูซา ชุอัยบ์
อิลยาซ สุลัยมาน ดาเนียล และอีซา (อ.) ซึ่งเป็นศาสนทูตของพระเจ้านั้น ต่างก็ได้เร้นกายไปตามความเหมาะสมและเงื่อนไขของพระองค์ทั้งสิ้น[4]

ด้วยเหตุนี้ การเร้นกายของท่านอิมามมะฮ์ดีย์ (อ.) จึงเป็นหนึ่งในแบบอย่างของบรรดาศาสดา หรือเป็นการปฏิบัติตามแบบอย่างของบรรดาศาสดานั่นเอง

ท่านอิมามญะอ์ฟัร อัซซอดิก (อ.) กล่าวว่า.. “แน่นอน สำหรับอิมามกออิมของเราต้องเร้นกายไปจากสายตาของประชาชนเป็นเวลายาวนาน”

ผู้รายงานกล่าวว่า.. “โอ้บุตรของศาสนทูตเหตุผลที่อิมามต้องเร้นกายคืออะไร?”

ท่านอิมาม (อ.) กล่าวว่า.. “พระเจ้าทรงประสงค์ให้อิมามเจริญรอยตามแบบอย่างของบรรดาศาสดาก่อนหน้านี้”[5]

จากคำกล่าวข้างต้นทำให้มีประเด็นหนึ่งชัดเจนขึ้นมา นั่นคือ คำพูดที่กล่าวถึงการเร้นกายของ    อิมามมะฮ์ดี(อ.) ได้ถูกอธิบายไว้หลายปีก่อนที่อิมามจะประสูติ  ดังจะเห็นได้ว่าท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ทุกท่านจนถึงอิมามฮะซัน อัซการีย์ (อ.) ต่างกล่าวถึงการเร้นกายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) ทั้งสิ้น โดยที่บางท่านกล่าวถึงคุณลักษณะพิเศษ และเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในยุคการเร้นกายของอิมาม และอิมามบางท่านกำหนดหน้าที่ของมวลผู้ศรัทธาในยุคของการเร้นกาย [6]

ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า.. “มะฮ์ดีคือบุตรของฉัน เขาจะเร้นกายหายไปอย่างยาวนาน จนกระทั่งประชาชนหันเหออกจากศาสนาของตน ในเวลานั้นเขาจะปรากฏกายออกมา ประหนึ่งดาวฤกษ์ดวงใหญ่ที่ทอแสงนวลผ่อง หลังจากนั้นเขาจะสถาปนาความยุติธรรมให้กระจายไปทั่วโลก    ดุจดังเช่นที่โลกเคยเปี่ยมล้นไปด้วยความอยุติธรรม” [7]

ปรัชญาของการเร้นกาย

เพราะเหตุใดอิมามมะฮ์ดี (อ.) ผู้เป็นข้อพิสูจน์ของพระเจ้า จึงต้องเร้นกายไปจากสายตาของประชาชน และมีเหตุผลใด อันเป็นสาเหตุทำให้ประชาชนต้องถูกกีดกันจากบะเราะกัต ในการปรากฏกายของอิมามมะฮ์ดี (อ.)

เกี่ยวกับประเด็นนี้ มีคำรายงานจำนวนมากมายกล่าวไว้ แต่ก่อนที่จะตอบคำถามข้างต้นจำเป็นต้องกล่าวถึง ระเด็นหลักที่มีความสำคัญยิ่ง กล่าวคือ เราเชื่อมั่นไม่สงสัยว่าพระเจ้าทรงบันดาลทุกสิ่งมาบนโลกนี้ ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก ล้วนวางอยู่บนพื้นฐานของวิทยปัญญา และความเหมาะสม    ทั้งสิ้น  และไม่ว่ามนุษย์จะเข้าใจในวิทยปัญญาเหล่านั้นหรือไม่ก็ตาม ในขณะเดียวกันการดำเนินไปของระบบสุริยจักรวาลขึ้นอยู่กับการบริบาลของพระผู้เป็นเจ้า และเป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเร้นกายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) ด้วยเหตุนี้ รหัสยะของการเร้นกายจึงเป็นไปตามวิทยปัญญาและความเหมาะสมที่พระองค์ทรงกำหนด ถึงแม้ว่ามนุษย์จะไม่รู้ถึงปรัชญาที่แท้จริงก็ตาม[8]

ท่านอิมามญะอ์ฟัร อัซซอดิก (อ.) กล่าวว่า.. “การเร้นกายสำหรับอิมามมะฮ์ดีไม่เป็นที่สงสัย แต่จะสร้างความคลางแคลงใจให้แก่ผู้ที่หลงผิด” นักรายงานฮะดีษถามอิมาม (อ.) ถึงเหตุผลของการเร้นกายว่า คืออะไร?

อิมาม (อ.) ตอบว่า.. “การเร้นกายเป็นคำสั่งหนึ่งของพระเจ้า ซึ่งพระองค์ไม่อนุญาตให้เราอธิบายแก่พวกเจ้า การเร้นกายเป็นหนึ่งในความลับของพระเจ้า พวกเราต่างยอมรับว่าพระองค์ทรงยิ่งใหญ่ และทรงปรีชาญาณยิ่ง ซึ่งภารกิจทั้งหมดของพระองค์ล้วนวางอยู่บนพื้นฐานของวิทยปัญญา แม้ว่าเราจะไม่เข้าใจถึงเหตุผลที่แท้จริงของพระองค์ก็ตาม”


ดังนั้น หากเรานำปรัชญาข้างต้นมาวิเคราะห์ เราก็อาจกล่าวได้ว่า การเร้นกาย (ฆอยบัต) ของท่าน
อิมามมะฮ์ดี (อ.) เป็นไปเพื่อเหตุผลบางประการ ดังต่อไปนี้

1. เพื่อเป็นการสั่งสอนประชาชน 

เมื่อประชาติไม่รู้ถึงคุณค่าของศาสนทูตและบรรดาอิมาม และไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนเมื่ออยู่ต่อหน้าอิมาม ยิ่งไปกว่านั้นยังได้แสดงการฝ่าฝืนต่อคำสั่ง  ดังนั้น สมควรแล้วที่พระองค์ทรงแยกผู้นำของพระองค์ไปจากพวกเขา เพื่อให้พวกเขาได้สำนึกและเข้าใจถึงความจำเริญของอิมามเมื่ออยู่ท่ามกลางพวกเขา  ในกรณีนี้การเร้นกายของอิมามจึงเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ถ้าไม่เช่นนั้นพวกเขาก็ไม่สำนึก และไม่รู้ถึงคุณค่าของอิมาม

ท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร (อ.) กล่าวว่า.. “เมื่อพระเจ้าไม่ทรงประทานผู้ร่วมงาน หรือผู้ช่วยเหลือเราแก่ประชาชาติ แน่นอนพระเจ้าจะทรงนำเราไปจากประชาชาติ” [9]

2. อิสรภาพหรือการไม่จำนนต่อพันธสัญญาของคนอื่น


ในบรรดาผู้ที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงหรือการปฏิวัติ อันดับแรกพวกเขาจะต้องยืนหยัดร่วมกับผู้ที่ไม่เห็นด้วย และมีการตกลงกันในประเด็นต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตนตั้งเอาไว้ แต่ท่าน
อิมามมะฮดี (อ.) ในฐานะผู้ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงโลก การปฏิวัตของท่านแตกต่างไปจากขบวนการเหล่านี้ ขบวนการเปลี่ยนแปลง การจัดตั้งรัฐบาลโลก และการสถาปนาความยุติธรรมของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ไม่จำเป็นต้องตกลงกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือตกลงกับบรรดา
ผู้กดขี่ทั้งหลาย  เนื่องจากรายงานจำนวนมากกล่าวว่า ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) มีหน้าที่ต่อสู้กับผู้กดขี่ทั้งหลายบนโลก ด้วยเหตุนี้เอง เพื่อให้เงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงโลกพร้อมสมบูรณ์ ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) จึงจำเป็นต้องเร้นกาย  เพื่อจะได้ไม่ต้องทำสัญญากับบรรดาผู้กดขี่ทั้งหลาย

ท่านอิมามอะลี ริฎอ (อ.) กล่าวถึงสาเหตุการเร้นกายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) ว่า..
“เพื่อว่าเวลาที่อิมามยืนหยัดด้วยคมดาบ จะได้ไม่มีผู้ใดสัญญาให้สัตยาบันกับท่าน” [10]

วันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ช่วงชีวิตของอิมามมะฮ์ดีย์ (อ.) ก่อนขึ้นรับตำแหน่งอิมามที่ 12


ชีวิตในวัยเยาว์ของท่านอิมามมะฮ์ดีย์ (อ.) นับแต่ช่วงวันประสูติไปจนกระทั่งถึงวันที่บิดาของท่าน คือ 
ท่านอิมามฮะซัน อัสการีย์ (อ.) ได้เป็นชะฮีดนั้น นับว่าเป็นช่วงเวลาที่มีประเด็นสำคัญต่าง ๆ มากมาย อีกทั้งมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมีเรื่องราวหลายเรื่องในช่วงเวลานั้น ที่เป็นข้อพิสูจน์หรือหลักฐานการถือกำเนิดของท่าน อีกทั้งยังเป็นหลักฐานในการยืนยันความเป็นอิมามของท่าน ในที่นี้จึงขอนำเสนอเฉพาะบางประเด็นที่สำคัญมาก ดังต่อไปนี้ :-

การแนะนำอิมามมะฮ์ดีย์ (อ.) ต่อบรรดาชีอะฮ์
สืบเนื่องจากการประสูติท่านอิมามมะฮ์ดีย์ (อ.) ได้ถูกปกปิดจากบุคคลภายนอก  ดังนั้น จึงไม่มีบุคคลใดรู้จักอิมาม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาชีอะฮ์ของท่าน  จึงอาจทำให้พวกเขาอาจเข้าใจข้อพิสูจน์สุดท้ายของพระเจ้าผิด และเป็นสาเหตุทำให้พวกเขาหลงทางได้ง่าย   ด้วยเหตุนี้เอง จึงเป็นหน้าที่ของท่านอิมามฮะซัน อัสการีย์ (อ.) ที่ต้องแนะนำบุตรชายของท่านแก่บรรดาหัวหน้าชีอะฮ์ และบุคคลที่ไว้วางใจได้ในสมัยนั้น เพื่อให้พวกเขาเป็นผู้แจ้งข่าวการกำเนิดของท่านอิมามมะฮ์ดีย์ (อ.) แก่บุคคลอื่น และเพื่อเป็นการป้องกันมิให้ศัตรูทราบข่าวที่ชัดเจน

อะฮฺมัด บุตรของอิซฮาก  เขาเป็นหัวหน้าชีอะฮ์ และเป็นสาวกชั้นพิเศษของท่านอิมามฮะซัน อัสการีย์ (อ.) ได้กล่าวว่า.. : ฉันได้ไปพบท่านอิมามฮะซัน ฮัสการีย์ (อ.) เพื่อต้องการถามถึงอิมามภายหลังจากท่าน  แต่ก่อนที่ฉันจะกล่าวสิ่งใดออกมา  ท่านอิมามฮะซัน อัสการีย์ (อ.) ได้กล่าวว่า..

"โอ้ อะฮฺมัดเอ๋ย! นับตั้งแต่พระเจ้าทรงสร้างอาดัมขึ้นมาบนโลกนี้  พระองค์ไม่เคยปล่อยให้แผ่นดินของพระองค์ว่างเว้นจากข้อพิสูจน์เลย  และจนถึงวันแห่งการอวสานก็จะไม่เป็นเช่นนั้นเด็ดขาด  พระองค์ทรงขจัดการทดสอบและบะลาอ์ต่าง ๆ ไปจากประชาชาติ  เนื่องจากข้อพิสูจน์ของพระองค์ (การมีอยู่ของข้อพิสูจน์) พระองค์ทรงให้ฝนตก และพืชพันธ์ได้งอกเงยขึ้นจากพื้นดิน"

ฉันจึงถามว่า.. “โอ้ บุตรแห่งศาสนทูต ใคร คือ อิมามภายหลังจากท่าน?”
ท่านอิมาม (อ.) ได้เข้าไปในบ้านของท่าน และอุ้มเด็กน้อยวัยสามขวบที่ใบหน้าเปล่งได้ด้วยรัศมี ดุจดังดวงจันทร์ที่นวลผ่องออกมาคนหนึ่ง แล้วกล่าวว่า..

โอ้ อะฮฺมัดเอ๋ย! มาตรว่าข้อพิสูจน์ของพระเจ้า ณ พระองค์แล้วไม่มีค่าและไม่มีความหมาย ฉันจะไม่
แนะนำเด็กน้อยคนนี้แก่เจ้าเด็ดขาด  นามและฉายานามของเขา คือนามและฉายานามของศาสดา 
เขาคือผู้ที่จะสถาปนาโลกให้เต็มเปี่ยมไปด้วยความยุติธรรม ดุจดังที่ครั้งหนึ่งโลกเคยเต็มไปด้วยความอยุติธรรม

ฉันกล่าวว่า.. “โอ้นายของข้าฯ มีเครื่องหมายอันใดที่พอจะทำให้จิตใจของฉันผ่อนคลายลงบ้าง?!”
และในเวลานั้นเอง เด็กน้อยได้ขยับริมฝีปากพร้อมกับกล่าวว่า
اَنَا بَقِيةُ اللَّهِ فِي اَرَضِهِ والمُنْتَقِمُ مِنْ اَعْدَائِهِ
ฉันคือผู้คงเหลืออยู่ของพระเจ้าบนหน้าแผ่นดิน และเป็นผู้ล้างแค้นศัตรูของพระองค์... 


ท่านอิมามฮะซัน อัสการีย์ (อ.) จึงกล่าวว่า..
"โอ้ อะฮฺมัดเอ๋ย! หลังจากที่เจ้าได้เห็นกับตาแล้วจงเชื่อฟังปฏิบัติตามเขา"
อะฮฺมัด บุตรของอิซฮาก กล่าวว่า “หลังจากที่ฉันได้ยินคำพูดนั้นแล้ว ฉันได้ออกจากบ้านของอิมามด้วยความปิติยินดีอย่างยิ่ง [1]

ในทำนองเดียวกัน มุฮัมมัด บุตรของอุสมาน และบรรดาหัวหน้าชีอะฮฺอีกหลายท่าน  ได้กล่าวว่า 
มีชีอะฮ์ประมาณ 40 คนได้เดินทางมาพบท่านอิมามฮะซัน อัสการีย์ (อ.)  แล้วท่านอิมามได้แนะนำ
บุตรชายของท่านแก่พวกเรา  หลังจากนั้นท่านได้กล่าวว่า..
“ภายหลังจากฉัน เด็กคนนี้คืออิมาม และเป็นตัวแทนของฉันในหมู่พวกท่าน จงเชื่อฟังปฏิบัติตามเขา 
หลังจากฉันแล้ว  จงอย่าแตกแยกกันในเรื่องศาสนา ซึ่งจะเป็นสาเหตุทำให้พวกเจ้าพบกับความหายนะ 
และหลังจากวันนี้เป็นต้นไปพวกเจ้าจะไม่ได้เห็นเขาอีก” [2]

หนึ่งในหลักการของศาสนาและแบบฉบับของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้สอนให้ทำอะกีเกาะฮ์ จัดพิธีมงคลแก่เด็กที่เพิ่งเกิดใหม่ โดยการเชือดแพะหรือแกะ และเลี้ยงอาหารประชาชน ซึ่งสิ่งนี้จะมีผลทำให้เด็กมีความสิริมงคลและอายุยืน  ดังนั้น ท่านอิมามฮะซัน อัสการีย์ (อ.) จึงได้จัดพิธีอะกีเกาะฮฺให้กับบุตรชายของท่านหลายครั้ง [3]  เพื่อปฏิบัติตามแบบฉบับที่ดีของท่านศาสดา (ศ็อลฯ)  และเพื่อเป็นการแจ้งข่าวการกำเนิดบุตรชายของท่านแก่บรรดาชีอะฮ์ทั้งหลาย มุฮัมมัด อิบรอฮีม กล่าวว่า อิมามฮะซัน อัสการีย์ (อ.) ได้เชือดแกะแล้วส่งไปให้ชีอะฮ์คนหนึ่งของท่าน พร้อมกับกล่าวว่า“นี่คืออะกีเกาะฮฺ บุตรชายของฉัน 
มุฮัมมัด”  [4]