เรื่องมะฮ์ดะวียัต นั่นก็คือ เรื่องราวแห่งการรู้จักท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) อย่างถ่องแท้และสมบูรณ์
ความเข้าใจอย่างถ่องแท้และสมบูรณ์ในเรื่องนี้เท่านั้น ที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จในการนับถือศาสนา และนำเราสู่ความสำเร็จในการเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง โดยทำให้เขาเหล่านั้นสามารถกำหนดบทบาท และ
ความเข้าใจอย่างถ่องแท้และสมบูรณ์ในเรื่องนี้เท่านั้น ที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จในการนับถือศาสนา และนำเราสู่ความสำเร็จในการเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง โดยทำให้เขาเหล่านั้นสามารถกำหนดบทบาท และ
วิถีชีวิตของตนเองได้อย่างถูกต้อง
บทพิสูจน์อันหนึ่งได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้ ก็คือ ตัวบทฮะดิษ (คำรายงาน) จากท่านศาสดา
การตายในสภาพญาฮิลียะฮ์คืออะไร??
การตายในสภาพญาฮิลียะฮ์ พวกเราในฐานะมุสลิมย่อมเป็นที่เข้าใจกันเป็นอย่างดีว่า การตายในสภาพเช่นนั้นคืออะไร? เหตุเพราะสภาพญาฮิลียะฮ์ ก็คือสภาพก่อนการมาปรากฏของอิสลาม สภาพที่ไม่ใช่มุสลิม ซึ่งจริง ๆ แล้วมันหนักกว่านั้นด้วยซ้ำไป เพราะยุคญาฮิลียะฮ์ เป็นยุคที่มนุษย์ไร้ซึ่งทุก ๆ ศาสนา
โดยเฉพาะชาวอาหรับ ในยุคก่อนการมาของอิสลาม
ยุคก่อนการมาของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ก่อนที่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) จะเผยแพร่อิสลามนั้น ชาวอาหรับอยู่ในยุคญาฮิลียะฮ์ เพราะในยุคนั้น พวกเขาไร้ซึ่งอารยะธรรมใด ๆ และไม่มีศาสนาใด ๆ ย่างกรายเข้าไปได้เลย จะมีบ้างเป็นศาสนายะฮูดีย์ คริสต์ แต่ก็มีประปราย และมาทีหลังด้วยซ้ำ
ในยุคญาฮิลียะฮ์ ชาวอาหรับในยุคนั้น ไม่ได้อยู่ในอิทธิพลของศาสนาใด ๆ เลย เพราะแท้จริงแล้ว ศาสนาคือแนวทางการพิสูจน์ความเจริญแห่งอารยะธรรมของมนุษย์ ชาวอาหรับเหล่านั้นจึงมิได้อยู่ภายใต้วัฒนธรรมใด และมิได้อยู่ในศีลธรรมอันดีงามทั้งหลาย
ดังนั้น " คนที่ตายลง" ในขณะที่ไม่ได้รู้จักอิมามประจำยุคสมัยของเขา เหมือนกับเขาตายแบบไม่มีค่า ตายแบบคนที่อยู่ในยุคที่ไร้ซึ่งศาสนา
และนี่คือ ความสำคัญของมนุษย์ ที่พวกเขาจะต้องรู้จักอิมามประจำยุคสมัยของเขา โดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าใคร ไม่ว่าผู้ใด ดังที่ได้ถูกกล่าวไว้ในวจนะของท่านศาดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) เพราะตัวบทของฮะดิษ กล่าวว่า "ใครก็ตาม" ดังนั้น ไม่ว่ามุสลิมคนใดก็ตาม ที่เขาจะเป็นคนปฏิบัตินมาซมากสักปานใด ถ้าการปฏิบิตนมาซของเขาไม่ได้พัฒนาตัวของเขาไปสู่การรู้จักอิมามประจำยุคสมัยของเขาแล้ว ความดีงามต่าง ๆ ของเขาจะไร้ประโยชน์
แท้จริงแล้ว การอิบาดะฮ์ของมนุษย์ทั้งหมด ถูกร้อยเรียงเพื่อให้มนุษย์ได้รู้จักอิมามประจำยุคสมัยของพวกเขา ดังนั้น การงาน "อิบาดะฮ์" ทั้งหมดที่มนุษย์ได้ปฏิบัติอยู่ทุกวัน ก็เพื่อที่จะทำให้มนุษย์เข้าสู่การรู้จักอิมาม นั่นคือ การนำมนุษย์เข้าสู่การรู้จักตัวแทนของพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) อย่างแท้จริง
ด้วยเหตุนี้เอง บรรดาการอิบาดะฮ์ทั้งหลายจึงถูกกำหนดเพื่อสิ่งนี้ ในการปฏิบัตินมาซ มนุษย์จะทำการสรรเสริญบุคคลอื่นด้วย นอกเหนือจากพระผู้เป็นเจ้า พวกเราเคยนำมาคิดไตร่ตรองบ้างไหมว่า.. เพราะเหตุใด? อัลลอฮ์ (ซ.บ.) จึงได้กำหนดรูปแบบไว้เช่นนั้น!!
เราเคยถามตนเองบ้างไหมว่า ทำไมในการปฏิบัตินมาซมนุษย์ไม่ได้สรรเสริญเฉพาะเพียงอัลลอฮ์ (ซบ.) เพียงพระองค์เดียว?! ในการนมาซของทุก ๆ นิกายหรือมัซฮับ ผู้นมาซจะต้องกล่าวศอลาวาตต่อท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ในนมาซของพวกเขาว่า اللهم صلي على محمد และกล่าวให้สลามว่า..
นั่นคือ การให้สลามกับปวงบ่าวของพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ที่ศอและฮ์ ซึ่งมันมีนัยยะต่าง ๆ มากมาย ที่มนุษย์จะต้องค้นคว้า และนี่คือเพียงแค่ตัวอย่างหนึ่งเท่านั้นที่ยกมากล่าวถึง ณ ที่นี้
การสลามและศอลาวาตทั้งในนมาซและนอกนมาซ เป็นการสรรเสริญสดุดีต่อมนุษย์ที่ศอและฮ์ และมิได้หมายความการกล่าวว่า " การสรรเสริญสดุดีบุคคลอื่นนอกจากพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) นั้น เป็น
ดังนั้น พี่น้องมุสลิมทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องราวของ
ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) และทำความเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับท่าน ดังเช่นเราทราบว่า ขณะนี้อิมามอยู่ในช่วงเร้นหาย (ฆอยบัต) และในช่วงที่ท่านเร้นหายนี้ เราก็จะต้องรู้ว่า "ใครคือผู้ที่ทำหน้าที่แทนท่าน?" ในยุคแห่งการเร้นหายระยะยาว "ฆอยบะตุลกุบรอ" ตัวแทนที่ทำหน้าที่แทนท่านคือผู้ใด??
คำตอบ ก็คือ บรรดาผู้รู้นิติศาสตร์อิสลามขั้นสูงสุด (ฟะกีฮ์) ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ซึ่งประชาติอิสลามจะต้องกลับไปหาเขาในการแก้ไขปัญหา (มัรญิอ์) เขาคือ ผู้ที่มีความรู้ความสามารถพิเศษในการวินิจฉัยปัญหา คำสั่งของพวกเขาถือเป็นการชี้ขาด (ฮุจญะฮ์) ที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม ดั่งที่ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ) ได้กล่าวว่า..
ด้วยสาเหตุนี้เอง กิจการงานของมุสลิมในช่วงสมัยของการเร้นหายระยะยาว (ฆอบบะตุลกุบรอ) จึงกลับไปยัง “วะลียุลฟะกีฮ์” ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.)
ทำไมเนื้อหาเกี่ยวกับ "มะฮ์ดะวียัต" จึงเป็นเนื้อหาที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเราทุกๆ คน โดยเฉพาะบุคคลที่อยู่ในยุคสมัยนี้?
บทพิสูจน์อันหนึ่งได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้ ก็คือ ตัวบทฮะดิษ (คำรายงาน) จากท่านศาสดา
มูฮัมมัด (ศ็อลฯ) และเป็นฮะดิษที่ถูกยอมรับจากบรรดาอุลามาอ์ (นักวิชาการ) ทั้งสายซุนนี่และชีอะฮ์
โดยในสายรายงานของพี่น้องซุนนี่ เรารับเฉพาะแค่ตัวบทเท่านั้น ไม่รวมการอธิบายเนื้อหาที่บรรดา
อุลามาอ์ของพี่น้องซุนนี่ได้อธิบายไว้
ตัวบทของฮะดิษ :
อธิบายฮะดิษ
1. คำว่า مَنْ แปลว่า บุคคลใดก็ตาม ซึ่งในเบื้องต้น "บุคคลใดใดก็ตาม" ในที่นี้ หมายถึง มนุษย์ทั้งหมด แล้วค่อย ๆ มาคัดออก เหลือแค่มุสลิม ดังนั้น مَنْ ในที่นี้ คือ มุสลิมทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนไหนก็ตาม!!
มุสลิมคนไหนก็ตาม.. แปลว่าอะไร? ความหมายก็คือ "ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมคนใด จะเป็นคนที่ปฏิบัตินมาซ หรือคนที่ไม่ปฏิบัตินมาซ จะเป็นคนที่ประกอบพิธีฮัจญ์ หรือไม่ไม่ประกอบพิธีฮัจญ์ หรือจะเป็นคนที่ปฏิบัตินมาซ ประกอบพิธีฮัจญ์ ถือศีลอด และประกอบคุณงามความดีต่าง ๆ อย่างมากมายก็จะรวมอยู่ในความหมายนี้ด้วย"
และไม่ว่ามุสลิมคนใด จะทำความดีสักขนาดไหน!! จะปฏิบัตินมาซมากสักเพียงใด จะปฏิบัตินมาซตั้งแต่เด็กจนถึงลมหายใจสุดท้าย จะไปมักกะฮ์ประกอบพิธีฮัจญ์ทุก ๆ ปี สามสิบครั้ง สี่สิบครั้ง หรือถือศีลอดมุสตะฮับ (ศีลอดที่สนับสนุนให้ปฏิบัติ) อย่างมากมาย และจ่ายซะกาตอย่างมากมาย หรือปฏิบัติความดีงามอื่นใด เขาก็คือมุสลิมคนหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงในฮะดีษว่า "ใครก็ตาม หรือมุสลิมคนใดก็ตาม" (ดังนั้น ความหมายในฮะดีษนี้ จึงหมายถึงมุสลิมทุกคน ไม่ว่าเขาจะทำดีมากมายขนาดไหน?!) แต่เมื่อเขาตายลง และเขาไม่รู้จักอิมามประจำยุคสมัยของเขา แน่นอนการตายของเขาเสมือนเป็นการตายเยี่ยง "ญาฮิลียะฮ์" เพราะเหตุว่า..เขาไม่รู้จักอิมามประจำยุคของเขานั่นเอง
ตัวบทของฮะดิษ :
مَنْ مَاتَ وَلَمْ يَعْرِفْ إِمَامَ زَمَانِهِ مَاتَ مَيْتَةً جَاهِلِية
“ใครก็ตามที่ได้ตายไป และเขาไม่รู้จักอิมาม
(ผู้นำ) ในยุคสมัยของเขา (อิมามประจำยุคของเขา) การตายของเขานั้น คือการตายแบบ
ญาฮิลียะฮ์ (การตายในสภาพญาฮิลียะฮ์)”
1. คำว่า مَنْ แปลว่า บุคคลใดก็ตาม ซึ่งในเบื้องต้น "บุคคลใดใดก็ตาม" ในที่นี้ หมายถึง มนุษย์ทั้งหมด แล้วค่อย ๆ มาคัดออก เหลือแค่มุสลิม ดังนั้น مَنْ ในที่นี้ คือ มุสลิมทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนไหนก็ตาม!!
มุสลิมคนไหนก็ตาม.. แปลว่าอะไร? ความหมายก็คือ "ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมคนใด จะเป็นคนที่ปฏิบัตินมาซ หรือคนที่ไม่ปฏิบัตินมาซ จะเป็นคนที่ประกอบพิธีฮัจญ์ หรือไม่ไม่ประกอบพิธีฮัจญ์ หรือจะเป็นคนที่ปฏิบัตินมาซ ประกอบพิธีฮัจญ์ ถือศีลอด และประกอบคุณงามความดีต่าง ๆ อย่างมากมายก็จะรวมอยู่ในความหมายนี้ด้วย"
และไม่ว่ามุสลิมคนใด จะทำความดีสักขนาดไหน!! จะปฏิบัตินมาซมากสักเพียงใด จะปฏิบัตินมาซตั้งแต่เด็กจนถึงลมหายใจสุดท้าย จะไปมักกะฮ์ประกอบพิธีฮัจญ์ทุก ๆ ปี สามสิบครั้ง สี่สิบครั้ง หรือถือศีลอดมุสตะฮับ (ศีลอดที่สนับสนุนให้ปฏิบัติ) อย่างมากมาย และจ่ายซะกาตอย่างมากมาย หรือปฏิบัติความดีงามอื่นใด เขาก็คือมุสลิมคนหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงในฮะดีษว่า "ใครก็ตาม หรือมุสลิมคนใดก็ตาม" (ดังนั้น ความหมายในฮะดีษนี้ จึงหมายถึงมุสลิมทุกคน ไม่ว่าเขาจะทำดีมากมายขนาดไหน?!) แต่เมื่อเขาตายลง และเขาไม่รู้จักอิมามประจำยุคสมัยของเขา แน่นอนการตายของเขาเสมือนเป็นการตายเยี่ยง "ญาฮิลียะฮ์" เพราะเหตุว่า..เขาไม่รู้จักอิมามประจำยุคของเขานั่นเอง
การตายในสภาพญาฮิลียะฮ์คืออะไร??การตายในสภาพญาฮิลียะฮ์ พวกเราในฐานะมุสลิมย่อมเป็นที่เข้าใจกันเป็นอย่างดีว่า การตายในสภาพเช่นนั้นคืออะไร? เหตุเพราะสภาพญาฮิลียะฮ์ ก็คือสภาพก่อนการมาปรากฏของอิสลาม สภาพที่ไม่ใช่มุสลิม ซึ่งจริง ๆ แล้วมันหนักกว่านั้นด้วยซ้ำไป เพราะยุคญาฮิลียะฮ์ เป็นยุคที่มนุษย์ไร้ซึ่งทุก ๆ ศาสนา
โดยเฉพาะชาวอาหรับ ในยุคก่อนการมาของอิสลาม
ยุคก่อนการมาของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ก่อนที่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) จะเผยแพร่อิสลามนั้น ชาวอาหรับอยู่ในยุคญาฮิลียะฮ์ เพราะในยุคนั้น พวกเขาไร้ซึ่งอารยะธรรมใด ๆ และไม่มีศาสนาใด ๆ ย่างกรายเข้าไปได้เลย จะมีบ้างเป็นศาสนายะฮูดีย์ คริสต์ แต่ก็มีประปราย และมาทีหลังด้วยซ้ำ
ในยุคญาฮิลียะฮ์ ชาวอาหรับในยุคนั้น ไม่ได้อยู่ในอิทธิพลของศาสนาใด ๆ เลย เพราะแท้จริงแล้ว ศาสนาคือแนวทางการพิสูจน์ความเจริญแห่งอารยะธรรมของมนุษย์ ชาวอาหรับเหล่านั้นจึงมิได้อยู่ภายใต้วัฒนธรรมใด และมิได้อยู่ในศีลธรรมอันดีงามทั้งหลาย
ดังนั้น " คนที่ตายลง" ในขณะที่ไม่ได้รู้จักอิมามประจำยุคสมัยของเขา เหมือนกับเขาตายแบบไม่มีค่า ตายแบบคนที่อยู่ในยุคที่ไร้ซึ่งศาสนา
คนที่ตายลงในขณะที่ไม่ได้รู้จักอิมามประจำยุคสมัยของเขา
เหมือนกับคนที่ไม่ได้เกิดในยุคอิสลาม และตายในสภาพที่ไม่ใช่มุสลิม
อิบาดะฮ์ (การเคารพภักดี)
ของมนุษย์ทั้งหมดถูกร้อยเรียง เพื่อให้รู้จักอิมามประจำยุค
แท้จริงแล้ว การอิบาดะฮ์ของมนุษย์ทั้งหมด ถูกร้อยเรียงเพื่อให้มนุษย์ได้รู้จักอิมามประจำยุคสมัยของพวกเขา ดังนั้น การงาน "อิบาดะฮ์" ทั้งหมดที่มนุษย์ได้ปฏิบัติอยู่ทุกวัน ก็เพื่อที่จะทำให้มนุษย์เข้าสู่การรู้จักอิมาม นั่นคือ การนำมนุษย์เข้าสู่การรู้จักตัวแทนของพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) อย่างแท้จริง
ด้วยเหตุนี้เอง บรรดาการอิบาดะฮ์ทั้งหลายจึงถูกกำหนดเพื่อสิ่งนี้ ในการปฏิบัตินมาซ มนุษย์จะทำการสรรเสริญบุคคลอื่นด้วย นอกเหนือจากพระผู้เป็นเจ้า พวกเราเคยนำมาคิดไตร่ตรองบ้างไหมว่า.. เพราะเหตุใด? อัลลอฮ์ (ซ.บ.) จึงได้กำหนดรูปแบบไว้เช่นนั้น!!
เราเคยถามตนเองบ้างไหมว่า ทำไมในการปฏิบัตินมาซมนุษย์ไม่ได้สรรเสริญเฉพาะเพียงอัลลอฮ์ (ซบ.) เพียงพระองค์เดียว?! ในการนมาซของทุก ๆ นิกายหรือมัซฮับ ผู้นมาซจะต้องกล่าวศอลาวาตต่อท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ในนมาซของพวกเขาว่า اللهم صلي على محمد และกล่าวให้สลามว่า..
السلام عليك أيها النبي ورحمة الله وبركاته السلام علينا وعلى عباد الله الصالحين
นั่นคือ การให้สลามกับปวงบ่าวของพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ที่ศอและฮ์ ซึ่งมันมีนัยยะต่าง ๆ มากมาย ที่มนุษย์จะต้องค้นคว้า และนี่คือเพียงแค่ตัวอย่างหนึ่งเท่านั้นที่ยกมากล่าวถึง ณ ที่นี้
การสลามและศอลาวาตทั้งในนมาซและนอกนมาซ เป็นการสรรเสริญสดุดีต่อมนุษย์ที่ศอและฮ์ และมิได้หมายความการกล่าวว่า " การสรรเสริญสดุดีบุคคลอื่นนอกจากพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) นั้น เป็น
ชีริก (การตั้งภาคี)" ตามที่ได้มีพี่น้องมุสลิมบางกลุ่มออกมากล่าวอ้าง
ดังนั้น จากฮะดีษ (คำรายงาน) ข้างต้นของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) จึงเป็นคำตอบสำคัญ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการรู้จักอิมาม โดยเฉพาะอิมามประจำยุคสมัยของเขา และแท้จริงแล้ว มันคือภารกิจที่สำคัญที่สุดกว่าอิบาดะฮ์อื่นใด เพราะอิบาดะฮ์อื่น ๆ " จะมีค่า" หรือ "ไม่มีค่า" สำหรับมนุษย์ ก็ขึ้นอยู่กับการรู้จักอิมามประจำยุคสมัยของเขาเท่านั้น และนี่คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากฮะดิษ
ดังนั้น จากฮะดีษ (คำรายงาน) ข้างต้นของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) จึงเป็นคำตอบสำคัญ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการรู้จักอิมาม โดยเฉพาะอิมามประจำยุคสมัยของเขา และแท้จริงแล้ว มันคือภารกิจที่สำคัญที่สุดกว่าอิบาดะฮ์อื่นใด เพราะอิบาดะฮ์อื่น ๆ " จะมีค่า" หรือ "ไม่มีค่า" สำหรับมนุษย์ ก็ขึ้นอยู่กับการรู้จักอิมามประจำยุคสมัยของเขาเท่านั้น และนี่คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากฮะดิษ
บทนี้!!!!
2. คำว่า يَعْرِفْ "ยะอ์ริฟ" แปลว่า " รู้จัก" ซึ่งรากศัพท์ของมัน มาจากคำว่า مَعْرِفَتْ "มะอ์ริฟัต"
และหากถามว่า "นมาซที่จะเป็นเกราะป้องกันมนุษย์จากความชั่ว เพื่ออะไรหรือ?"
คำตอบ ก็คือ เพื่อให้มนุษย์หลุดพ้นจากความเชื่อที่งมงาย เพื่อมนุษย์จะสะอาดบริสุทธิ์จากความชั่ว จากสิ่งที่ไม่ดีงามต่าง ๆ ทั้งหลาย เหล่านั้นแหละที่จะนำมนุษย์เข้าสู่ "มะอ์ริฟัต" [1]
ดังนั้น ความสำคัญของการมี "มะอ์ริฟัต" ก็เพื่อให้มนุษย์ได้รู้จักอย่างแท้จริง ในทุกกิจการงานที่พวกเขาได้กระทำ ทั้งนี้ เพื่อนำไปสู่การรู้จักอิมาม (ผู้นำในยุคสมัยของตน) และคำว่า "มะฮ์ดะวียัต" ก็คือ การรู้จักอิมามมะฮ์ดี (อ.) ซึ่งเป็นอิมามในยุคของเรา และเป็นอิมามในยุคสุดท้ายของโลก ท่านคือผู้ถูกสัญญา และผู้ถูกรอคอย ที่มนุษย์ต่างก็มีความหวังและเรียกร้องต่อการมาปรากฏกายของท่าน
2. คำว่า يَعْرِفْ "ยะอ์ริฟ" แปลว่า " รู้จัก" ซึ่งรากศัพท์ของมัน มาจากคำว่า مَعْرِفَتْ "มะอ์ริฟัต"
ความแตกต่างระหว่างรู้จักแบบทั่ว ๆ ไป กับ มะอ์ริฟัต คืออะไร?ถึงแม้นว่า บางครั้งจะมีขั้นตอนอื่น ๆ มากั้น เช่น ในอัลกุรอานกล่าวว่า " นมาซจะยับยั้งมนุษย์จากความชั่วและความไม่ดีงามต่าง ๆ" ซึ่งเป็นขั้นตอนคั่นกลางเท่านั้น
ทุกเรื่องราวในศาสนา เรียกร้องเชิญชวนมนุษย์เข้าสู่ มะอ์ริฟัต
นมาซทำไม? คำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อจะได้มีมะอ์ริฟัต
ถือบวชทำไม? คำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อจะได้มีมะอ์ริฟัต
ทำฮัจญ์ทำไม? คำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อจะได้มีมะอ์ริฟัต
และหากถามว่า "นมาซที่จะเป็นเกราะป้องกันมนุษย์จากความชั่ว เพื่ออะไรหรือ?"
คำตอบ ก็คือ เพื่อให้มนุษย์หลุดพ้นจากความเชื่อที่งมงาย เพื่อมนุษย์จะสะอาดบริสุทธิ์จากความชั่ว จากสิ่งที่ไม่ดีงามต่าง ๆ ทั้งหลาย เหล่านั้นแหละที่จะนำมนุษย์เข้าสู่ "มะอ์ริฟัต" [1]
ดังนั้น ความสำคัญของการมี "มะอ์ริฟัต" ก็เพื่อให้มนุษย์ได้รู้จักอย่างแท้จริง ในทุกกิจการงานที่พวกเขาได้กระทำ ทั้งนี้ เพื่อนำไปสู่การรู้จักอิมาม (ผู้นำในยุคสมัยของตน) และคำว่า "มะฮ์ดะวียัต" ก็คือ การรู้จักอิมามมะฮ์ดี (อ.) ซึ่งเป็นอิมามในยุคของเรา และเป็นอิมามในยุคสุดท้ายของโลก ท่านคือผู้ถูกสัญญา และผู้ถูกรอคอย ที่มนุษย์ต่างก็มีความหวังและเรียกร้องต่อการมาปรากฏกายของท่าน
ดังนั้น พี่น้องมุสลิมทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องราวของ
ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) และทำความเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับท่าน ดังเช่นเราทราบว่า ขณะนี้อิมามอยู่ในช่วงเร้นหาย (ฆอยบัต) และในช่วงที่ท่านเร้นหายนี้ เราก็จะต้องรู้ว่า "ใครคือผู้ที่ทำหน้าที่แทนท่าน?" ในยุคแห่งการเร้นหายระยะยาว "ฆอยบะตุลกุบรอ" ตัวแทนที่ทำหน้าที่แทนท่านคือผู้ใด??
คำตอบ ก็คือ บรรดาผู้รู้นิติศาสตร์อิสลามขั้นสูงสุด (ฟะกีฮ์) ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ซึ่งประชาติอิสลามจะต้องกลับไปหาเขาในการแก้ไขปัญหา (มัรญิอ์) เขาคือ ผู้ที่มีความรู้ความสามารถพิเศษในการวินิจฉัยปัญหา คำสั่งของพวกเขาถือเป็นการชี้ขาด (ฮุจญะฮ์) ที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม ดั่งที่ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ) ได้กล่าวว่า..
“และในปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
จงกลับไปยังผู้รายงานฮะดีษของเรา พวกเขาคือข้อพิสูจน์ของฉันเหนือพวกท่าน
และฉันคือข้อพิสูจน์ของอัลลอฮ์เหนือพวกท่าน” [2]
ด้วยสาเหตุนี้เอง กิจการงานของมุสลิมในช่วงสมัยของการเร้นหายระยะยาว (ฆอบบะตุลกุบรอ) จึงกลับไปยัง “วะลียุลฟะกีฮ์” ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.)
---------------------
[1] บทความเรื่อง อิบาดะฮ์ (การเคารพภักดี) ของมนุษย์ทั้งหมดถูกร้อยเรียงเพื่อให้รู้จักอิมามประจำยุค โดยฮุจญะตุ้ลอิสลาม ซัยยิดสุไลมาน ฮูซัยนี จากเว็บไซด์ http://www.ahlulbait.org/
[2] บทความเรื่อง การเร้นหาย (ฆอยบะฮ์) ของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ในเว็บบล็อกแห่งนี้


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น