วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2557

ความสำคัญของมุสลิมในการเรียนรู้เรื่อง "มะฮ์ดะวียัต"

การนับถือศาสนาจะประสบความสำเร็จหรือไม่ประสบความสำเร็จนั้น ขึ้นอยู่กับการทำความเข้าใจใน
เรื่องมะฮ์ดะวียัต  นั่นก็คือ เรื่องราวแห่งการรู้จักท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) อย่างถ่องแท้และสมบูรณ์

ความเข้าใจอย่างถ่องแท้และสมบูรณ์ในเรื่องนี้เท่านั้น ที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จในการนับถือศาสนา และนำเราสู่ความสำเร็จในการเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง โดยทำให้เขาเหล่านั้นสามารถกำหนดบทบาท และ
วิถีชีวิตของตนเองได้อย่างถูกต้อง

ทำไมเนื้อหาเกี่ยวกับ "มะฮ์ดะวียัต" จึงเป็นเนื้อหาที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเราทุกๆ คน โดยเฉพาะบุคคลที่อยู่ในยุคสมัยนี้?

บทพิสูจน์อันหนึ่งได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้ ก็คือ ตัวบทฮะดิษ (คำรายงาน) จากท่านศาสดา
มูฮัมมัด (ศ็อลฯ) และเป็นฮะดิษที่ถูกยอมรับจากบรรดาอุลามาอ์ (นักวิชาการ) ทั้งสายซุนนี่และชีอะฮ์ 
โดยในสายรายงานของพี่น้องซุนนี่ เรารับเฉพาะแค่ตัวบทเท่านั้น ไม่รวมการอธิบายเนื้อหาที่บรรดา
อุลามาอ์ของพี่น้องซุนนี่ได้อธิบายไว้

ตัวบทของฮะดิษ :

مَنْ مَاتَ وَلَمْ يَعْرِفْ إِمَامَ زَمَانِهِ مَاتَ مَيْتَةً جَاهِلِية

“ใครก็ตามที่ได้ตายไป และเขาไม่รู้จักอิมาม (ผู้นำ) ในยุคสมัยของเขา (อิมามประจำยุคของเขา) การตายของเขานั้น คือการตายแบบ ญาฮิลียะฮ์ (การตายในสภาพญาฮิลียะฮ์)

อธิบายฮะดิษ

1.  คำว่า مَنْ   แปลว่า บุคคลใดก็ตาม ซึ่งในเบื้องต้น "บุคคลใดใดก็ตาม" ในที่นี้ หมายถึง มนุษย์ทั้งหมด แล้วค่อย ๆ มาคัดออก เหลือแค่มุสลิม  ดังนั้น مَنْ  ในที่นี้ คือ มุสลิมทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนไหนก็ตาม!!

มุสลิมคนไหนก็ตาม.. แปลว่าอะไร?  ความหมายก็คือ "ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมคนใด จะเป็นคนที่ปฏิบัตินมาซ หรือคนที่ไม่ปฏิบัตินมาซ จะเป็นคนที่ประกอบพิธีฮัจญ์ หรือไม่ไม่ประกอบพิธีฮัจญ์ หรือจะเป็นคนที่ปฏิบัตินมาซ ประกอบพิธีฮัจญ์ ถือศีลอด และประกอบคุณงามความดีต่าง ๆ อย่างมากมายก็จะรวมอยู่ในความหมายนี้ด้วย"

และไม่ว่ามุสลิมคนใด จะทำความดีสักขนาดไหน!! จะปฏิบัตินมาซมากสักเพียงใด จะปฏิบัตินมาซตั้งแต่เด็กจนถึงลมหายใจสุดท้าย จะไปมักกะฮ์ประกอบพิธีฮัจญ์ทุก ๆ ปี สามสิบครั้ง สี่สิบครั้ง หรือถือศีลอดมุสตะฮับ (ศีลอดที่สนับสนุนให้ปฏิบัติ) อย่างมากมาย และจ่ายซะกาตอย่างมากมาย หรือปฏิบัติความดีงามอื่นใด  เขาก็คือมุสลิมคนหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงในฮะดีษว่า "ใครก็ตาม หรือมุสลิมคนใดก็ตาม" (ดังนั้น ความหมายในฮะดีษนี้ จึงหมายถึงมุสลิมทุกคน ไม่ว่าเขาจะทำดีมากมายขนาดไหน?!)   แต่เมื่อเขาตายลง และเขาไม่รู้จักอิมามประจำยุคสมัยของเขา แน่นอนการตายของเขาเสมือนเป็นการตายเยี่ยง "ญาฮิลียะฮ์" เพราะเหตุว่า..เขาไม่รู้จักอิมามประจำยุคของเขานั่นเอง

การตายในสภาพญาฮิลียะฮ์คืออะไร??

การตายในสภาพญาฮิลียะฮ์ พวกเราในฐานะมุสลิมย่อมเป็นที่เข้าใจกันเป็นอย่างดีว่า การตายในสภาพเช่นนั้นคืออะไร? เหตุเพราะสภาพญาฮิลียะฮ์ ก็คือสภาพก่อนการมาปรากฏของอิสลาม สภาพที่ไม่ใช่มุสลิม ซึ่งจริง ๆ แล้วมันหนักกว่านั้นด้วยซ้ำไป เพราะยุคญาฮิลียะฮ์ เป็นยุคที่มนุษย์ไร้ซึ่งทุก ๆ ศาสนา

โดยเฉพาะชาวอาหรับ ในยุคก่อนการมาของอิสลาม
ยุคก่อนการมาของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ก่อนที่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) จะเผยแพร่อิสลามนั้น ชาวอาหรับอยู่ในยุคญาฮิลียะฮ์  เพราะในยุคนั้น พวกเขาไร้ซึ่งอารยะธรรมใด ๆ และไม่มีศาสนาใด ๆ ย่างกรายเข้าไปได้เลย จะมีบ้างเป็นศาสนายะฮูดีย์ คริสต์ แต่ก็มีประปราย และมาทีหลังด้วยซ้ำ

ในยุคญาฮิลียะฮ์ ชาวอาหรับในยุคนั้น ไม่ได้อยู่ในอิทธิพลของศาสนาใด ๆ เลย  เพราะแท้จริงแล้ว ศาสนาคือแนวทางการพิสูจน์ความเจริญแห่งอารยะธรรมของมนุษย์   ชาวอาหรับเหล่านั้นจึงมิได้อยู่ภายใต้วัฒนธรรมใด และมิได้อยู่ในศีลธรรมอันดีงามทั้งหลาย

ดังนั้น " คนที่ตายลง"  ในขณะที่ไม่ได้รู้จักอิมามประจำยุคสมัยของเขา เหมือนกับเขาตายแบบไม่มีค่า ตายแบบคนที่อยู่ในยุคที่ไร้ซึ่งศาสนา 

คนที่ตายลงในขณะที่ไม่ได้รู้จักอิมามประจำยุคสมัยของเขา เหมือนกับคนที่ไม่ได้เกิดในยุคอิสลาม และตายในสภาพที่ไม่ใช่มุสลิม

และนี่คือ ความสำคัญของมนุษย์ ที่พวกเขาจะต้องรู้จักอิมามประจำยุคสมัยของเขา โดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าใคร ไม่ว่าผู้ใด  ดังที่ได้ถูกกล่าวไว้ในวจนะของท่านศาดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) เพราะตัวบทของฮะดิษ กล่าวว่า "ใครก็ตาม"  ดังนั้น ไม่ว่ามุสลิมคนใดก็ตาม ที่เขาจะเป็นคนปฏิบัตินมาซมากสักปานใด ถ้าการปฏิบิตนมาซของเขาไม่ได้พัฒนาตัวของเขาไปสู่การรู้จักอิมามประจำยุคสมัยของเขาแล้ว ความดีงามต่าง ๆ ของเขาจะไร้ประโยชน์

อิบาดะฮ์ (การเคารพภักดี) ของมนุษย์ทั้งหมดถูกร้อยเรียง เพื่อให้รู้จักอิมามประจำยุค

แท้จริงแล้ว การอิบาดะฮ์ของมนุษย์ทั้งหมด ถูกร้อยเรียงเพื่อให้มนุษย์ได้รู้จักอิมามประจำยุคสมัยของพวกเขา   ดังนั้น การงาน "อิบาดะฮ์" ทั้งหมดที่มนุษย์ได้ปฏิบัติอยู่ทุกวัน ก็เพื่อที่จะทำให้มนุษย์เข้าสู่การรู้จักอิมาม นั่นคือ การนำมนุษย์เข้าสู่การรู้จักตัวแทนของพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) อย่างแท้จริง


ด้วยเหตุนี้เอง บรรดาการอิบาดะฮ์ทั้งหลายจึงถูกกำหนดเพื่อสิ่งนี้  ในการปฏิบัตินมาซ มนุษย์จะทำการสรรเสริญบุคคลอื่นด้วย นอกเหนือจากพระผู้เป็นเจ้า  พวกเราเคยนำมาคิดไตร่ตรองบ้างไหมว่า.. เพราะเหตุใด?  อัลลอฮ์ (ซ.บ.) จึงได้กำหนดรูปแบบไว้เช่นนั้น!!

เราเคยถามตนเองบ้างไหมว่า ทำไมในการปฏิบัตินมาซมนุษย์ไม่ได้สรรเสริญเฉพาะเพียงอัลลอฮ์ (ซบ.) เพียงพระองค์เดียว?!   ในการนมาซของทุก ๆ นิกายหรือมัซฮับ ผู้นมาซจะต้องกล่าวศอลาวาตต่อท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ในนมาซของพวกเขาว่า  اللهم صلي على محمد  และกล่าวให้สลามว่า..

السلام عليك أيها النبي ورحمة الله وبركاته السلام علينا وعلى عباد الله الصالحين

นั่นคือ การให้สลามกับปวงบ่าวของพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ที่ศอและฮ์ ซึ่งมันมีนัยยะต่าง ๆ มากมาย ที่มนุษย์จะต้องค้นคว้า และนี่คือเพียงแค่ตัวอย่างหนึ่งเท่านั้นที่ยกมากล่าวถึง ณ ที่นี้

การสลามและศอลาวาตทั้งในนมาซและนอกนมาซ เป็นการสรรเสริญสดุดีต่อมนุษย์ที่ศอและฮ์  และมิได้หมายความการกล่าวว่า " การสรรเสริญสดุดีบุคคลอื่นนอกจากพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) นั้น เป็น
ชีริก (การตั้งภาคี)"   ตามที่ได้มีพี่น้องมุสลิมบางกลุ่มออกมากล่าวอ้าง

ดังนั้น จากฮะดีษ (คำรายงาน) ข้างต้นของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) จึงเป็นคำตอบสำคัญ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการรู้จักอิมาม โดยเฉพาะอิมามประจำยุคสมัยของเขา  และแท้จริงแล้ว มันคือภารกิจที่สำคัญที่สุดกว่าอิบาดะฮ์อื่นใด เพราะอิบาดะฮ์อื่น ๆ " จะมีค่า" หรือ  "ไม่มีค่า" สำหรับมนุษย์ ก็ขึ้นอยู่กับการรู้จักอิมามประจำยุคสมัยของเขาเท่านั้น  และนี่คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากฮะดิษ
บทนี้!!!!

2.  คำว่า يَعْرِفْ  "ยะอ์ริฟ" แปลว่า " รู้จัก" ซึ่งรากศัพท์ของมัน มาจากคำว่า مَعْرِفَتْ  "มะอ์ริฟัต"
ความแตกต่างระหว่างรู้จักแบบทั่ว ๆ ไป กับ มะอ์ริฟัต คืออะไร?
ทุกเรื่องราวในศาสนา เรียกร้องเชิญชวนมนุษย์เข้าสู่ มะอ์ริฟัต
นมาซทำไม? คำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อจะได้มีมะอ์ริฟัต
ถือบวชทำไม? คำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อจะได้มีมะอ์ริฟัต
ทำฮัจญ์ทำไม? คำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อจะได้มีมะอ์ริฟัต
ถึงแม้นว่า บางครั้งจะมีขั้นตอนอื่น ๆ มากั้น เช่น ในอัลกุรอานกล่าวว่า " นมาซจะยับยั้งมนุษย์จากความชั่วและความไม่ดีงามต่าง ๆ"   ซึ่งเป็นขั้นตอนคั่นกลางเท่านั้น

และหากถามว่า "นมาซที่จะเป็นเกราะป้องกันมนุษย์จากความชั่ว เพื่ออะไรหรือ?"

คำตอบ ก็คือ เพื่อให้มนุษย์หลุดพ้นจากความเชื่อที่งมงาย เพื่อมนุษย์จะสะอาดบริสุทธิ์จากความชั่ว จากสิ่งที่ไม่ดีงามต่าง ๆ ทั้งหลาย  เหล่านั้นแหละที่จะนำมนุษย์เข้าสู่ "มะอ์ริฟัต" [1]

ดังนั้น ความสำคัญของการมี "มะอ์ริฟัต" ก็เพื่อให้มนุษย์ได้รู้จักอย่างแท้จริง ในทุกกิจการงานที่พวกเขาได้กระทำ   ทั้งนี้ เพื่อนำไปสู่การรู้จักอิมาม (ผู้นำในยุคสมัยของตน)  และคำว่า "มะฮ์ดะวียัต" ก็คือ การรู้จักอิมามมะฮ์ดี (อ.) ซึ่งเป็นอิมามในยุคของเรา และเป็นอิมามในยุคสุดท้ายของโลก ท่านคือผู้ถูกสัญญา และผู้ถูกรอคอย ที่มนุษย์ต่างก็มีความหวังและเรียกร้องต่อการมาปรากฏกายของท่าน

ดังนั้น พี่น้องมุสลิมทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องราวของ
ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.)  และทำความเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับท่าน  ดังเช่นเราทราบว่า ขณะนี้อิมามอยู่ในช่วงเร้นหาย (ฆอยบัต) และในช่วงที่ท่านเร้นหายนี้ เราก็จะต้องรู้ว่า "ใครคือผู้ที่ทำหน้าที่แทนท่าน?"  ในยุคแห่งการเร้นหายระยะยาว "ฆอยบะตุลกุบรอ" ตัวแทนที่ทำหน้าที่แทนท่านคือผู้ใด??

คำตอบ ก็คือ บรรดาผู้รู้นิติศาสตร์อิสลามขั้นสูงสุด (ฟะกีฮ์) ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ซึ่งประชาติอิสลามจะต้องกลับไปหาเขาในการแก้ไขปัญหา (มัรญิอ์) เขาคือ ผู้ที่มีความรู้ความสามารถพิเศษในการวินิจฉัยปัญหา คำสั่งของพวกเขาถือเป็นการชี้ขาด (ฮุจญะฮ์) ที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม ดั่งที่ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ) ได้กล่าวว่า..

และในปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จงกลับไปยังผู้รายงานฮะดีษของเรา พวกเขาคือข้อพิสูจน์ของฉันเหนือพวกท่าน และฉันคือข้อพิสูจน์ของอัลลอฮ์เหนือพวกท่าน” [2]

ด้วยสาเหตุนี้เอง กิจการงานของมุสลิมในช่วงสมัยของการเร้นหายระยะยาว (ฆอบบะตุลกุบรอ) จึงกลับไปยัง “วะลียุลฟะกีฮ์” ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.)

---------------------
[1]  บทความเรื่อง อิบาดะฮ์ (การเคารพภักดี) ของมนุษย์ทั้งหมดถูกร้อยเรียงเพื่อให้รู้จักอิมามประจำยุค โดยฮุจญะตุ้ลอิสลาม ซัยยิดสุไลมาน ฮูซัยนี  จากเว็บไซด์ http://www.ahlulbait.org/ 
[2]  บทความเรื่อง การเร้นหาย (ฆอยบะฮ์) ของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ในเว็บบล็อกแห่งนี้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น