ในขณะเดียวกัน มุสลิมก็จะเป็นมุสลิมแค่เพียงผิวเผินเท่านั้น และมัสยิดก็จะไม่เป็นศูนย์กลางแห่งการนำทาง หรือเป็นที่ว่ากล่าวตักเตือนคนให้เป็นคนดีอีกต่อไป ในเวลานั้น “ผู้รู้” หรือผู้นำศาสนาส่วนมาก จะเป็น “ผู้รู้ที่ชั่วร้ายที่สุดบนหน้าแผ่นดิน” และเช่นเดียวกัน “ศาสนาก็จะถูกซื้อขายกันในราคาแบบย่อมเยา” และและสรุปยอดด้วยราคาที่ด้อยค่าที่สุด
อิสลาม และมุสลิม
คำว่า “อิสลาม” หมายถึง การยอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า และต่อพระบัญชาของพระองค์ อิสลามเป็นศาสนาที่เยี่ยมยอดที่สุด และเป็นศาสนาที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งค้ำประกันการมีความสุขของมนุษยชาติในโลกนี้และโลกหน้า อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มีค่ายิ่งในการนับถือศาสนา ก็คือ การน้อมนำไปปฏิบัติให้เกิดภาคผล ตามที่กฎเกณฑ์แห่งอิสลามและคัมภีร์อัลกุรอานได้กำหนดไว้มื่อเวลาสิ้นยุคแห่งอิสลาม ทุกสิ่งทุกอย่างจะตรงกันข้าม
ถ้าจะกล่าวอีกคำหนึ่งก็คือ “ไม่มีอิสลามหลงเหลืออยู่เลย
แต่อิสลามจะเหลือแค่ชื่อเท่านั้น” อัลกุรอานจะถูกนำออกมาเสนอในสังคม แต่ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย ยกเว้นโองการต่าง ๆ ที่ได้เขียนไว้ในหน้าเหล่านั้น “มุสลิมจะเป็นมุสลิมแค่เพียงในนามเท่านั้น และไม่พบรูปลักษณ์ของอิสลามหลงเหลืออยู่เลย”
ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) กล่าวว่า : “เมื่อเวลานั้นผ่านมา ประชาชาติของฉัน (มุสลิม) ที่ไม่มีความเป็นอิสลามหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงแค่ในนามเท่านั้น ไม่เห็นแม้แต่ร่องรอยของอัลกุรอาน แต่จะมีแค่รูปแบบ และภาพร่างของมันเท่านั้น และมุสลิมจะถูกเรียกว่าเป็นมุสลิมแต่เพียงในนามเท่านั้น แต่ในจำนวนผู้คนทั้งมวล คนเหล่านั้นจะเป็นคนแปลกหน้าต่ออิสลาม”
อิมาม ญะอ์ฟัร ซอดิก (อ.) กล่าวว่า : “เวลานั้นจะผ่านมาในไม่ช้า เมื่อผู้คนไม่รู้จักพระเจ้า และไม่รู้ความหมายของการเชื่อว่า มีพระเจ้าองค์เดียว เมื่อถึงเวลานั้น 'ดัจญาล' จะมาปรากฏ”
มัสยิด
มัสยิดเป็นสถานที่นมัสการพระเจ้า สั่งสอนเรื่องศาสนา เป็นทางนำ และสถานให้ที่ความรู้แก่ผู้คนในยุคแรก ๆ ของอิสลาม มัสยิดมีความสำคัญถึงขนาดทำให้การบริหารงานต่าง ๆ สามารถทำสำเร็จลงได้ในมัสยิด ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนงาน เพื่อทำการต่อสู้ในหนทางของพระผู้เป็นเจ้า มนุษย์สามารถสำนึกถึงการขึ้นเมี๊ยะรอจญ์ทางจิตวิญญาณได้จากมัสยิด
แต่เมื่อยุคสุดท้ายมาถึง มัสยิดจะสูญเสียความสำคัญ แทนที่จะเป็นศูนย์กลางการสอนศาสนา การเผยแพร่ และการให้ความรู้ มัสยิดกลับเพิ่มขึ้นแต่จำนวน ความแวววาว และความโอ่อ่าเท่านั้น และจะยังคงเป็นเช่นนั้น แม้ว่ามันจะถูกตัดขาดจากผู้ศรัทธาก็ตาม
ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า : "ในเวลานั้น มัสยิดต่าง ๆ จะดูงดงาม และเจริญรุ่งเรือง แต่มันจะปราศจากทางนำ และการให้ความรู้โดยสิ้นเชิง"
ความเลวทรามของนักนิติศาสตร์อิสลาม หรือฟุกอฮาอ์
นักวิชาการ และอุลามาอ์ของอิสลาม เป็นผู้ปกป้องศาสนาของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก ทางนำและการรู้แจ้งเห็นจริงของผู้คนนั้นขึ้นอยู่กับพวกเขา ด้วยความอดทนต่อความยากลำบากอย่างแสนสาหัส พวกเขาได้พิจารณาเหตุผลด้านความสำคัญของศาสนาจากรากฐานของศาสนา และนำเสนอต่อผู้คน แต่ทว่าในวาระสุดท้าย ไม่ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนไปอย่างไร? “อุลามาอ์ในวันนั้นจะเป็นอุลามาอ์ที่เลวร้ายที่สุด”
เพื่อยืนยันเรื่องนี้ ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ มุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้กล่าวไว้ว่า “นักนิติศาสตร์ (ฟุกอฮาอ์) ในวันนั้น จะเป็นนักนิติศาสตร์ที่เลวร้ายที่สุด ภายใต้ฟ้าสวรรค์ พวกเขาจะเป็นผู้ริเริ่ม การปลุกระดมฝูงชนให้ต่อต้านรัฐบาล และทำให้เกิดความสับสนอลหม่าน และสิ่งเหล่านี้ก็จะกลับไปยังพวกเขา”
บางทีพวกเขาอาจจะกล่าวพาดพิงถึงนักวิชาการศาลที่เข้าร่วมด้วย ซึ่งเป็นผู้พิพากษาอาชญากรรมของกษัตริย์ผู้ปกครองแบบเผด็จการ และผู้ปกครองที่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง มันให้ข้อมูลที่บิดเบือนเกี่ยวกับอิสลามแก่ผู้นำเหล่านั้น และยังมีผู้ที่พร้อมจะประนีประนอมกับผู้กระทำผิด และอาชญากรทุกคนร่วมอยู่ด้วย เช่น นักเทศวะฮาบีย์ จากการจ่ายเงินเดือนของกษัตริย์ต่าง ๆ ที่อ้างว่า การต่อสู้เพื่อต่อต้านอเมริกา และอิสราเอลไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคนเหล่านั้นที่ไม่ได้ประกาศการต่อต้านอาชญากรรมของอิสราเอล และพิพากษาอาชญากรรมของวะฮาบีย์ ที่ได้สังหารผู้เดินทางไปแสวงบุญที่วิหารของพระเจ้า โดยการอ้างโองการต่าง ๆ ในอัลกุรอ่านและอัลฮะดิษ (รายงาน)
และแน่นอน พวกเขาเหล่านั้นจะต้องถูกกล่าวว่า เป็นฟุกอฮาอ์ที่เลวที่สุด เพราะจากผู้ใดเล่าที่ทำให้เกิดการปลุกระดม และจากผู้ใดเล่าที่การปลุกระดมจะมาถึง
เกิดการละทิ้งศาสนา
การละทิ้งศาสนาเป็นอีกสัญญานหนึ่งที่จะบ่งบอกถึงยุคสุดท้าย วันหนึ่งอิมามฮูเซ็น (อ.) มาหา
ผู้ปกครองแห่งความสัตย์ซื่อ อิมามอะลี (อ.) ในขณะที่รอบ ๆ ท่านรายล้อมไปด้วยผู้คน
ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้กล่าวกับผู้คนเหล่านั้นว่า “ฮุเซนเป็นหัวหน้าของพวกท่าน เพราะท่านศาสดา
มุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้เรียกท่านว่า ซัยยิด (เจ้านาย) และหัวหน้าจากท่ามกลางลูกหลานของฮูเซน และ
จะมีชายผู้หนึ่งมาปรากฏ ชายผู้นั้นจะมีลักษณะภายนอก และคุณลักษณะเหมือนฉัน ท่านจะทำให้โลกเต็มด้วยความยุติธรรม และความเท่าเทียมกัน เหมือนกับตอนนี้ที่มันเต็มไปด้วยความอยุติธรรม และการกดขี่ข่มเหง”
มีคนถามว่า “แล้วการมาปรากฏนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่?” ท่านอิมาม (อ.) กล่าวว่า “มันจะเกิดขึ้นต่อเมื่อพวกท่านละทิ้งศาสนา เฉกเช่นกริยาท่าทางของภรรยาที่กำลังเปลื้องผ้าออกต่อหน้าสามี
ของนาง”
การขายศาสนา
ถ้าชีวิตของคนกำลังตกอยู่ในอันตราย เขาก็เหมือนกับถูกบีบบังคับให้เสียสละทรัพย์สมบัติ เพื่อเอาชีวิตรอด และถ้าศาสนาของเขาตกอยู่ในอันตราย ถึงกระนั้นเขาก็ต้องเสียสละชีวิตของเขาเพื่อศาสนา แต่ในยุคสุดท้าย.. ศาสนาจะถูกขายในราคาที่ด้อยค่าที่สุด และคนเหล่านั้นที่บอกว่า เป็นผู้เชื่อในตอนเช้า ในตอนบ่ายเขาจะกลายเป็นคนนอกศาสนา
เพื่อยืนยันเรื่องนี้ ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า : "ความวิบัติจงเกิดแก่ชาวอาหรับ เพราะมารร้ายได้เข้าไปหาเขา เพื่อปลุกระดม เหมือนเป็นคืนที่มืดทึบ และมืดมัว ในตอนเช้ามนุษย์จะเป็นผู้ศรัทธา และเป็นคนนอกศาสนาในเวลาที่ตะวันตกดิน กลุ่มผู้คนจะขายศาสนาของพวกเขาเพื่อเห็นแก่ผลประโยชน์เพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ และพวกเขาจะขายในราคาที่ด้อยค่าที่สุด ในเวลานั้นผู้ที่คิดว่าตัวเองภักดีต่อศาสนาอย่างมั่นคง จะเป็นเหมือนผู้ที่กำลังหยิบถ่านซึ่งยังไม่มอดออกจากไฟ หรือเป็นเหมือนผู้ที่กำลังขย่ำหนามไว้ในมือ"
-------------------------
Source : บทความเรื่อง "สภาพต่าง ๆ ด้านศาสนาก่อนอิมามมะฮ์ดี (อ.) จะมาปรากฏกาย"
แปลและเรียบเรียงโดย : ซะฮ์รอ นูรอัยนีย์ จากเว็บไซด์ http://www.ahlulbail.org



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น