วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

อิสลามในยุคสุดท้ายก่อนอิมามมะฮ์ดี (อ.) จะมาปรากฏกาย

ในบทนี้ จะเป็นการอธิบายให้เห็นถึง สภาพต่าง ๆ ทางด้านศาสนา ในช่วงยุคสุดท้ายก่อนการมาปรากฏกายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) สำหรับผู้ที่ได้เคยอ่านริวายะฮ์หรือคำรายงานฮะดีษต่าง ๆ เกี่ยวกับสัญญาณในการมาปรากฏกายของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ก็คงจะเป็นที่เข้าใจกันดีจากรายงานว่า ในระหว่างวันเหล่านั้น “อิสลามและอัลกุรอ่าน จะคงเหลือแต่ในนามเท่านั้น”

ในขณะเดียวกัน มุสลิมก็จะเป็นมุสลิมแค่เพียงผิวเผินเท่านั้น และมัสยิดก็จะไม่เป็นศูนย์กลางแห่งการนำทาง หรือเป็นที่ว่ากล่าวตักเตือนคนให้เป็นคนดีอีกต่อไป ในเวลานั้น “ผู้รู้” หรือผู้นำศาสนาส่วนมาก จะเป็น “ผู้รู้ที่ชั่วร้ายที่สุดบนหน้าแผ่นดิน” และเช่นเดียวกัน “ศาสนาก็จะถูกซื้อขายกันในราคาแบบย่อมเยา”  และและสรุปยอดด้วยราคาที่ด้อยค่าที่สุด

อิสลาม และมุสลิม

คำว่า “อิสลาม” หมายถึง การยอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า และต่อพระบัญชาของพระองค์   อิสลามเป็นศาสนาที่เยี่ยมยอดที่สุด และเป็นศาสนาที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งค้ำประกันการมีความสุขของมนุษยชาติในโลกนี้และโลกหน้า อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มีค่ายิ่งในการนับถือศาสนา ก็คือ การน้อมนำไปปฏิบัติให้เกิดภาคผล ตามที่กฎเกณฑ์แห่งอิสลามและคัมภีร์อัลกุรอานได้กำหนดไว้

มื่อเวลาสิ้นยุคแห่งอิสลาม  ทุกสิ่งทุกอย่างจะตรงกันข้าม
ถ้าจะกล่าวอีกคำหนึ่งก็คือ “ไม่มีอิสลามหลงเหลืออยู่เลย 
แต่อิสลามจะเหลือแค่ชื่อเท่านั้น” อัลกุรอานจะถูกนำออกมาเสนอในสังคม แต่ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย ยกเว้นโองการต่าง ๆ ที่ได้เขียนไว้ในหน้าเหล่านั้น “มุสลิมจะเป็นมุสลิมแค่เพียงในนามเท่านั้น และไม่พบรูปลักษณ์ของอิสลามหลงเหลืออยู่เลย”

ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) กล่าวว่า  : “เมื่อเวลานั้นผ่านมา ประชาชาติของฉัน (มุสลิม) ที่ไม่มีความเป็นอิสลามหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงแค่ในนามเท่านั้น ไม่เห็นแม้แต่ร่องรอยของอัลกุรอาน แต่จะมีแค่รูปแบบ และภาพร่างของมันเท่านั้น  และมุสลิมจะถูกเรียกว่าเป็นมุสลิมแต่เพียงในนามเท่านั้น แต่ในจำนวนผู้คนทั้งมวล  คนเหล่านั้นจะเป็นคนแปลกหน้าต่ออิสลาม”

อิมาม ญะอ์ฟัร ซอดิก (อ.) กล่าวว่า  : “เวลานั้นจะผ่านมาในไม่ช้า เมื่อผู้คนไม่รู้จักพระเจ้า และไม่รู้ความหมายของการเชื่อว่า มีพระเจ้าองค์เดียว  เมื่อถึงเวลานั้น 'ดัจญาล'  จะมาปรากฏ

มัสยิด

มัสยิดเป็นสถานที่นมัสการพระเจ้า สั่งสอนเรื่องศาสนา เป็นทางนำ และสถานให้ที่ความรู้แก่ผู้คนในยุคแรก ๆ ของอิสลาม   มัสยิดมีความสำคัญถึงขนาดทำให้การบริหารงานต่าง ๆ สามารถทำสำเร็จลงได้ในมัสยิด ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนงาน เพื่อทำการต่อสู้ในหนทางของพระผู้เป็นเจ้า  มนุษย์สามารถสำนึกถึงการขึ้นเมี๊ยะรอจญ์ทางจิตวิญญาณได้จากมัสยิด

แต่เมื่อยุคสุดท้ายมาถึง  มัสยิดจะสูญเสียความสำคัญ แทนที่จะเป็นศูนย์กลางการสอนศาสนา การเผยแพร่ และการให้ความรู้  มัสยิดกลับเพิ่มขึ้นแต่จำนวน ความแวววาว และความโอ่อ่าเท่านั้น และจะยังคงเป็นเช่นนั้น แม้ว่ามันจะถูกตัดขาดจากผู้ศรัทธาก็ตาม


ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า :  "ในเวลานั้น มัสยิดต่าง ๆ จะดูงดงาม และเจริญรุ่งเรือง แต่มันจะปราศจากทางนำ และการให้ความรู้โดยสิ้นเชิง"

ความเลวทรามของนักนิติศาสตร์อิสลาม หรือฟุกอฮาอ์

นักวิชาการ และอุลามาอ์ของอิสลาม เป็นผู้ปกป้องศาสนาของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก ทางนำและการรู้แจ้งเห็นจริงของผู้คนนั้นขึ้นอยู่กับพวกเขา ด้วยความอดทนต่อความยากลำบากอย่างแสนสาหัส   พวกเขาได้พิจารณาเหตุผลด้านความสำคัญของศาสนาจากรากฐานของศาสนา และนำเสนอต่อผู้คน  แต่ทว่าในวาระสุดท้าย  ไม่ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนไปอย่างไร?  “อุลามาอ์ในวันนั้นจะเป็นอุลามาอ์ที่เลวร้ายที่สุด”

เพื่อยืนยันเรื่องนี้ ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ มุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้กล่าวไว้ว่า  “นักนิติศาสตร์ (ฟุกอฮาอ์) ในวันนั้น จะเป็นนักนิติศาสตร์ที่เลวร้ายที่สุด ภายใต้ฟ้าสวรรค์ พวกเขาจะเป็นผู้ริเริ่ม การปลุกระดมฝูงชนให้ต่อต้านรัฐบาล และทำให้เกิดความสับสนอลหม่าน และสิ่งเหล่านี้ก็จะกลับไปยังพวกเขา”

บางทีพวกเขาอาจจะกล่าวพาดพิงถึงนักวิชาการศาลที่เข้าร่วมด้วย ซึ่งเป็นผู้พิพากษาอาชญากรรมของกษัตริย์ผู้ปกครองแบบเผด็จการ และผู้ปกครองที่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง มันให้ข้อมูลที่บิดเบือนเกี่ยวกับอิสลามแก่ผู้นำเหล่านั้น และยังมีผู้ที่พร้อมจะประนีประนอมกับผู้กระทำผิด และอาชญากรทุกคนร่วมอยู่ด้วย  เช่น นักเทศวะฮาบีย์ จากการจ่ายเงินเดือนของกษัตริย์ต่าง ๆ ที่อ้างว่า การต่อสู้เพื่อต่อต้านอเมริกา และอิสราเอลไม่ชอบด้วยกฎหมาย   และคนเหล่านั้นที่ไม่ได้ประกาศการต่อต้านอาชญากรรมของอิสราเอล และพิพากษาอาชญากรรมของวะฮาบีย์ ที่ได้สังหารผู้เดินทางไปแสวงบุญที่วิหารของพระเจ้า โดยการอ้างโองการต่าง ๆ ในอัลกุรอ่านและอัลฮะดิษ (รายงาน)

และแน่นอน พวกเขาเหล่านั้นจะต้องถูกกล่าวว่า เป็นฟุกอฮาอ์ที่เลวที่สุด เพราะจากผู้ใดเล่าที่ทำให้เกิดการปลุกระดม และจากผู้ใดเล่าที่การปลุกระดมจะมาถึง

เกิดการละทิ้งศาสนา

การละทิ้งศาสนาเป็นอีกสัญญานหนึ่งที่จะบ่งบอกถึงยุคสุดท้าย วันหนึ่งอิมามฮูเซ็น (อ.) มาหา
ผู้ปกครองแห่งความสัตย์ซื่อ อิมามอะลี (อ.) ในขณะที่รอบ ๆ ท่านรายล้อมไปด้วยผู้คน

ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้กล่าวกับผู้คนเหล่านั้นว่า “ฮุเซนเป็นหัวหน้าของพวกท่าน เพราะท่านศาสดา
มุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้เรียกท่านว่า ซัยยิด (เจ้านาย) และหัวหน้าจากท่ามกลางลูกหลานของฮูเซน และ
จะมีชายผู้หนึ่งมาปรากฏ ชายผู้นั้นจะมีลักษณะภายนอก และคุณลักษณะเหมือนฉัน ท่านจะทำให้โลกเต็มด้วยความยุติธรรม และความเท่าเทียมกัน  เหมือนกับตอนนี้ที่มันเต็มไปด้วยความอยุติธรรม และการกดขี่ข่มเหง


มีคนถามว่า “แล้วการมาปรากฏนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่?” ท่านอิมาม (อ.) กล่าวว่า “มันจะเกิดขึ้นต่อเมื่อพวกท่านละทิ้งศาสนา  เฉกเช่นกริยาท่าทางของภรรยาที่กำลังเปลื้องผ้าออกต่อหน้าสามี
ของนาง”

การขายศาสนา

ถ้าชีวิตของคนกำลังตกอยู่ในอันตราย เขาก็เหมือนกับถูกบีบบังคับให้เสียสละทรัพย์สมบัติ เพื่อเอาชีวิตรอด  และถ้าศาสนาของเขาตกอยู่ในอันตราย ถึงกระนั้นเขาก็ต้องเสียสละชีวิตของเขาเพื่อศาสนา  แต่ในยุคสุดท้าย..   ศาสนาจะถูกขายในราคาที่ด้อยค่าที่สุด และคนเหล่านั้นที่บอกว่า เป็นผู้เชื่อในตอนเช้า ในตอนบ่ายเขาจะกลายเป็นคนนอกศาสนา

เพื่อยืนยันเรื่องนี้ ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า :  "ความวิบัติจงเกิดแก่ชาวอาหรับ เพราะมารร้ายได้เข้าไปหาเขา เพื่อปลุกระดม เหมือนเป็นคืนที่มืดทึบ และมืดมัว ในตอนเช้ามนุษย์จะเป็นผู้ศรัทธา  และเป็นคนนอกศาสนาในเวลาที่ตะวันตกดิน กลุ่มผู้คนจะขายศาสนาของพวกเขาเพื่อเห็นแก่ผลประโยชน์เพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ  และพวกเขาจะขายในราคาที่ด้อยค่าที่สุด  ในเวลานั้นผู้ที่คิดว่าตัวเองภักดีต่อศาสนาอย่างมั่นคง จะเป็นเหมือนผู้ที่กำลังหยิบถ่านซึ่งยังไม่มอดออกจากไฟ หรือเป็นเหมือนผู้ที่กำลังขย่ำหนามไว้ในมือ"

-------------------------
แปลและเรียบเรียงโดย :  ซะฮ์รอ นูรอัยนีย์  จากเว็บไซด์ http://www.ahlulbail.org

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น