วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เหตุการณ์ในวาระสุดท้ายของโลก



ก่อนที่ถึงจะเวลาแห่งการมาปรากฏกาย (ซุฮร) ของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ผู้ที่มนุษยชาติต่างก็รอคอยท่าน พวกเขาต่างก็รอคอยผู้ช่วยเหลือ ผู้ปลดปล่อย รอคอยความยุติธรรมให้กลับคืนมา รอคอยความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหาร รอคอยเวลาต้นไม้ ดอกไม้เบ่งบาน รอคอยเวลาที่สรรพสิ่งบนโลกใบนี้จะกลับมาสดใสสวยงามอีกครั้งหนึ่ง  เพราะอะไรหรือ? ทำไมพวกเขาถึงได้เฝ้ารอคอย.. 
มันมีเหตุการณ์อะไรเกิดกับมนุษยชาติ ก่อนการมาปรากฏกายของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ??

ต่อไปนี้คือ ลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในเมื่อโลกถึงวาระสุดท้ายแห่งกลียุค และนั่นคือสัญญาณที่บ่งบอกว่า..เวลาแห่งการมาปรากฏกายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) ได้ใกล้เข้ามามากแล้ว

การปลุกระดมพลให้ต่อต้านรัฐบาล : จะเกิดกลียุค อนาธิปไตย และความไม่ปลอดภัย เกิดการกดขี่ข่มเหง ความไม่ยุติธรรม ความลำเอียง และไม่ชอบธรรมในการจัดการ รวมทั้งการเข่นฆ่า ความก้าวร้าว และการไร้ซึ่งความเมตตาจะครอบครองอยู่ทั่วโลก

สงครามหลั่งเลือด : จะทำให้หลาย ๆ ประชาชาติแตกแยกกัน ผู้คนในโลก และการฆาตกรรมหมู่จะกระจายอยู่ทุกแห่งหน การฆาตกรรมอย่างไร้ความปราณี จะรุนแรงถึงขั้นที่ไม่มีแม้แต่ครอบครัวเดียว ที่ไม่ได้สูญเสียคนใดคนหนึ่งภายในครอบครัว หรือสูญเสียคนรัก ในการทำสงครามทุกครั้ง ทุกรูปแบบ ทุกที่ สองในสามของผู้ชาย และเยาวชนจะต้องถูกฆ่า

ความปลอดภัยส่วนตัว และความมั่นคงด้านการเงินจะลดน้อยลง : การเดินหรืออยู่บนถนน และทางหลวงจะไม่มีปลอดภัยอีกต่อไป ความตื่นตระหนกและสิ่งน่าสะพรึงกลัวจะกระจายอยู่ทั่วไป และในขณะเดียวกัน เหตุการณ์การตายเร็วหรือตายก่อนเวลาอันควรจะเพิ่มมากขึ้น

เด็กบริสุทธิ์จะถูกฆ่า : เนื่่องจากการทรมานต่าง ๆ นานา ซึ่งถูกบังคับใช้โดยผู้ปกครองแบบเผด็จการ

หญิงตั้งครรภ์จะถูกทำร้าย ตามถนนและสถานที่สาธารณะ

การแพร่กระจายของโรคติดต่อและการตายเนื่องจากโรคร้ายต่าง ๆ :  จะแพร่กระจายไปทั่ว ซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากกลิ่นเหม็นของซากศพ หรือเนื่องจากการใช้อาวุธทางชีวภาพและอาวุธเคมี

การขาดแคลนอาหาร : ราคาสินค้าที่แพงมากเกินไป การกันดารและขาดแคลนอาหารจะทำให้ผู้คนเกิดความยากลำบากในการดำเนินชีวิตประจำวัน

ต้นไม้จะไม่มีการงอก ไม่มีการเติบโต และไม่มีการออกดอก ออกผล
: ไม่มีฝนตก และหากมีก็อาจจะตกในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมกับฤดูกาล และด้วยเหตุนี้จึงเป็นสาเหตุทำให้มีการพังทลายของแผ่นดินเกิดขึ้น

สิ่งต่าง ๆ ที่อุบัติขึ้นมานี้ จะทำให้การดำเนินชีวิตของผู้คนเป็นไปด้วยความยากลำบากมากขึ้น ถึงขนาดที่บางคนจะต้องขายภรรยาและลูกสาวของตัวเอง เพื่อแลกกับอาหารเพียงน้อยนิด   และภายใต้สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนนี้ ความสิ้นหวังจะเข้ามาท่ามกลางชีวิตของมนุษย์ จนทำให้หลายคนตัดสินที่จะวิ่งหา “ความตาย” และคิดไปว่า..นี่เป็นของขวัญที่ดีที่สุดจากพระเจ้า และในเวลานั้น บางคนที่ได้เดินผ่าน “ซากศพ” หรือ “สุสาน” เขาก็จะกระซิบบอกกับตัวเองว่า..
“ฉันอยากจะเป็นอย่างพวกเขาจัง ฉันจะได้ไม่ต้องทนต่อการมีชีวิตที่น่าสังเวชแบบนี้”


เมื่อเวลานั้นมาถึง จะไม่มีอำนาจ องค์กร หรือการปกครองในระบบใด ที่จะสามารถปกป้องให้พวกเขารอดพ้นจากสิ่งที่ที่ไม่พึงปรารถนาเหล่านี้ได้  ไม่มีใครที่จะสามารถลงโทษผู้เผด็จการ และยุติอำนาจในการกระทำที่เลวร้ายของพวกเขาเหล่านั้นได้   และเราจะไม่ได้ยินการร้องขอความช่วยเหลือจากผู้คนอีกต่อไป เพราะการสันนิษฐานว่าจะมีมนุษย์ฮีโร่มาช่วยเหลือ จะถูกพิสูจน์ว่าเป็นการทรยศและเป็นเรื่องโกหก  ด้วยเหตุนี้เอง การร้องขอความช่วยเหลือจากมนุษย์จึงไม่มีสำคัญ
อีกต่อไป

เมื่อวาระสุดท้ายของโลกมาถึง ความสิ้นหวังได้ครอบคลุมไปยังมนุษยชาติทั่วทุกมุมโลก ผู้คนก็จะหวังแต่เพียงผู้ช่วยที่มาจากพระเจ้า และหวังในความอัศจรรย์จากฟ้าและจากสวรรค์เท่านั้น และเมื่อนั้นท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ซึ่งเป็นลูกหลานของศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) เป็นผู้ที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสัญญาไว้ก็จะมาปรากฏกาย หลังจากที่ได้เร้นกายเป็นระยะเวลานาน (ฆอยบะตุลกุบรอ) และเฝ้ารอคอยเวลาแห่งการปรากฏกาย (ซูฮูร)   ทั้งนี้ ด้วยพระมหาเมตตายิ่งแห่งอัลลอฮ์ (ซ.บ.) พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก ที่ทรงประสงค์จะปลดปล่อยมนุษยชาติให้หลุดพ้นจากทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น


ข่าวดีจากฟากฟ้าบนสวรรค์จะถูกประกาศออกไปทั่วโลก..

“โอ้ มนุษยชาติทั้งหลายของโลกเอ๋ย!! ยุคแห่งการปกครองแบบทรราชย์ได้สิ้นสุดลง และยุคแห่งการครอบครองอันชอบธรรมของพระเจ้าได้เริ่มขึ้นแล้ว อิมามมะฮ์ดี (อ.) กำลังจะมา..”

เสียงจากฟากฟ้าแห่งสวรรค์ จะระบายวิญญาณแห่งความหวังเข้าไปในใจของมนุษยชาติ และปลดปล่อยผู้คนเหล่านั้น ที่ถูกลิดรอนและถูกกดขี่ข่มเหงให้เป็นอิสระ [1]

ณ เวลานี้ จงถ่ามตัวของพวกเราว่า..เราได้ตระหนักถึงคุณค่าแห่งการมาปรากฏกายของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) เพียงใด?  เราควรจะอยู่นิ่งเฉยและรอคอยการปรากฏกาย (ซุฮูร) ของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) โดยไม่ต้องพยายามกระทำสิ่งใดเลยกระนั้นหรือ?  ดังนั้น ในยุคฆ็อยบะตุลกุบรอ (การเร้นกายครั้งยาวนาน) นี้ก็จำเป็นจะต้องมีบุคคลผู้หนึ่ง ที่จะทำหน้าที่อธิบายบทบัญญัติต่าง ๆ ของอิสลาม และแนะนำสั่งสอนให้ประชาชนได้รับรู้  ซึ่งในทัศนะของมัซฮับชีอะฮ์อิมามียะฮ์ ในยุคแห่งการเร้นกายระยะยาว (ฆ็อยบะตุลกุบรอ) ของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) ภารกิจหน้าที่ทั้งมวลเหล่านี้อยู่ในความรับผิดชอบของ “วะลียะตุลฟะกีฮ์” และเขาคือ “วะลียุอัมริลมุสลิมีน” (ผู้ปกครองกิจการงานของปวงชนมุสลิม) [2]

เราได้ทำหน้าที่ของผู้คอยที่ดี มากน้อยเพียงใด!!

---------------------
[1] บทความเรื่อง "เหตุการณ์ในวาระสุดท้ายของโลก ก่อนการมาปรากฏกายของอิมามมะฮ์ดี (อ.)"  แปลและเรียบเรียงโดย : ซะฮ์รอ นูรอัยนีย์  จากเว็บไซด์  http://www.ahlulbait.org/
[2] บทความเรื่อง "วะลียะตุลฟะกีฮ์ (ตอนที่ 2)"จากเว็บไซด์ https://unsalmahdi.wordpress.com/

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น